วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ดูแลลูกของคุณ

ขั้นตอน สอนลูกดูแลฟันให้ถูกวิธี

ขั้นตอน สอนลูกดูแลฟันให้ถูกวิธี


ถึงเจ้าตัวแสบ วัยโจ๋โตพอแปรงฟันได้เองแล้ว ก็ต้องอย่าลืมสอนลูกดูแลสุขภาพฟันอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ
เลือกอุปกรณ์ก่อนดีกว่า
   * ขนาดแปรงสีฟัน ควรเป็นแปรงขนาด พอเหมาะกับช่องปากของลูก ขนแปรงหน้าตัดตรง จํานวนแถวไม่มากนัก มีด้ามจับที่กระชับมือเด็ก
   * ขนแปรงที่อ่อนนุ่ม จะช่วยให้ขนแปรงเข้าถึงตามซอกฟัน แหล่งสะสมของเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ และไม่ทําให้ฟันสึกกร่อน ต้นเหตุของอาการเสียวฟัน และช่วยนวดเหงือกให้แข็งแรง

ใช้เครื่องมือช่วยทําความสะอาด
     * ไหมขัดฟัน เพื่อช่วยขจัดเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟัน โดยเฉพาะฟันหนูน้อยคนไหนเรียงตัวชิดกันมาก ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะเศษอาหารที่ติดค้างตามซอกฟันนี่เอง  ที่เป็นตัวทําให้เกิดฟันผุ ได้มากที่สุด
     * ที่แปรงลิ้น หลังแปรงฟัน จะใช้แปรงสีฟันที่ล้างฟองออกมาหมดแล้ว หรือใช้ที่ขูดลิ้นเลย มาขูดคราบขาวๆ บริเวณลิ้นออกไป ช่วยทําให้ช่องปากสะอาดยิ่งขึ้น
แปรงฟันแบบถูกวิธี    
     วางขนแปรงเอียง 45 องศากับผิวฟันบริเวณขอบเหงือกและขยับไปมาสั้นๆ  พร้อมหมุนข้อมือปัดขึ้นเมื่อแปรงฟันล่าง และปัดลงเมื่อแปรงฟันบน แปรงเบาๆ แต่แปรงซ้ำ แปรงให้ทั่วทุกซี่ ทั้งด้านหน้า และด้านในฟัน
     * ฟันด้านใกล้แก้ม วางปลายขนแปรงบริเวณ  ขอบเหงือก ทํามุม 45 องศากับฟันฟันบนปัดลงล่าง และฟันล่างปัดขึ้นบนค่ะ พยายามแปรงฟันให้ทั่วทุกซี่ที่มีอยู่ในปาก
     * ด้านใกล้ลิ้น แปรงในลักษณะเช่นเดียว  กับการแปรงฟันด้านใกล้แก้ม
     * ด้านที่ใช้บดเคี้ยว ให้ขนแปรงตั้งฉาก   กับด้านบดเคี้ยวกดเพียงเบาๆ แปรงเข้า-ออก ทั้งฟันบนและฟันล่าง
     * ฟันหน้าด้านใน ทั้งบนและล่าง วาง ตําแหน่งของแปรงไปทางยาว ให้ขนแปรงทางด้านหัวแปรงอยู่ตรงบริเวณขอบเหงือกและขยับขึ้นและลงหลายๆ ครั้ง
     ที่สําคัญ หลังจากแปรงฟันแล้วควรแปรงลิ้น เพื่อขจัดคราบจุลินทรีย์และระงับกลิ่นปากค่ะ แต่ช่วงแรกๆ ควรฝึกให้ลูกคุ้นเคยทีละน้อย โดยแปรงเฉพาะปลายลิ้นก่อน เมื่อคุ้นแล้วจึงขยับแปรงเข้าไปกลางลิ้นมากขึ้น
เวลาที่ใช้ในการแปรงฟัน
     ควรให้ลูกใช้เวลาในการแปรงฟันประมาณ 2 นาทีขึ้นไป เพื่อให้ฟันแต่ละซี่สะอาดอย่างทั่วถึง รวมทั้งฟลูออไรด์ในยาสีฟันที่ช่วยป้องกันฟันผุจะได้ผลดีนั้น ยาสีฟันควรสัมผัสฟันนาน 2-3 นาทีขึ้นไป เห็นหรือยังคะ ว่าเวลามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องความสะอาดของฟัน และการประสิทธิภาพในการป้องกันฟันผุ
ที่มา : Mother&Care Vol.3 No.30 June 2007

  ที่มา http://www.mom2kids.com/knowledge.php?id=19

4 เทคนิคเลี้ยงหนูน้อย 2 วัย

4 เทคนิคเลี้ยงหนูน้อย 2 วัย


     เมื่อเป็นคุณแม่เวิร์คกิ้งมัม ที่ต้องไปทำงานนอกบ้าน เรื่องดูแลลูกๆ จึงเป็นหน้าที่ของพี่เลี้ยง ยิ่งคุณแม่ที่มีลูกน้อยถึง 2 คน งานนี้อาจต้องเตรียมพร้อม คอยบอกเทคนิคเพื่อรับมือกับเรื่องยุ่งๆ คูณสองระหว่างน้องคนเล็กกับพี่คนโตแล้วค่ะ
  
1. เลี้ยงเด็ก ต้องเข้าใจเด็ก
     การเลี้ยงเด็กน้อย 2 คน อาจทำให้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากกว่าปกติ แต่ถ้าค่อยๆ เรียนรู้นิสัยไปกับเด็ก ไม่ว่าความชอบ ความพอใจต่างๆ ก็จะสามารถเข้าใจถึงความต้องการและตอบสนองได้อย่างถูกวิธี เพราะว่า เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจว่านอนสอนง่าย บางคนอาจโยเยพูดยากสักหน่อย

     แม้แต่เวลาคนพี่หรือคนน้องออกอาการงอแง นอกจากพี่เลี้ยงต้องหนักแน่น ไม่หัวเสียกับเสียงร้องแล้ว ก็ควรสังเกตด้วยว่าเพราะเหตุใด เช่น หิว ง่วงนอน หรือไม่สบาย แต่ถ้านอกเหนือจากนั้น เช่น พี่รังแกน้อง ก็อาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว เพราะคนพี่ อาจน้อยใจ รู้สึกว่าไม่มีใครสนใจ ดังนั้น ถ้าน้องคนเล็กจำเป็นต้องได้รับความเอาใจใส่มากกว่า ก็อย่าลืมว่า พี่คนโตที่พอจะช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้ว ก็ยังต้องการความรัก ความเอาใจใส่เหมือนกันค่ะ
2. วางแผน จัดลำดับก่อนหลัง
     เมื่อการดูแลเด็ก ไม่ว่าจะเรื่องกิน เรื่องนอน เรื่องเล่น เป็นงานคูณ 2 ถ้าไม่วางแผนหรือจัดลำดับก่อน-หลัง ไว้ก่อนล่วงหน้า ต่อให้เป็นคุณแม่หรือพี่เลี้ยงก็ต้องปวดเศียรเวียนเกล้า และอาจกลาย เป็นปัญหาระหว่างผู้ใหญ่และตัวเด็กได้ค่ะ ดังนั้น เมื่อจัดลำดับวางแผนไว้แล้ว ก็จดหรือทำตารางประจำวันเอาไว้เลย เพราะกิจกรรม หรืองานแต่ละอย่างต้องใช้เวลาทั้งนั้น ถ้าจะใช้เวลาให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์ที่สุด ก็ต้องบริหารให้เป็นค่ะ
     ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ระหว่างที่กำลังพาคนเล็กเข้านอนตอนกลางวัน ถ้าพี่คนโตยังไม่งีบหลับไปด้วย ก็อาจหากิจกรรมประเภทปั้นแป้งโด ระบายสี เพื่อให้จดจ่อ มีสมาธิกับกิจกรรมที่ทำก็ช่วยได้ค่ะ แถมพี่เลี้ยงยังพอมีเวลาไปทำเรื่องอื่นๆ ได้บ้างหลังจากคนเล็ก
นอนหลับ คนโตกำลังสนุกเพลิดเพลินกับกิจกรรมนั้นๆ
3. ให้พี่ช่วยเลี้ยงน้องหรือทำกิจกรรมร่วมกัน
      เรื่องเลี้ยงน้อง พี่คนโตก็มีส่วนช่วยเหลือได้ ไม่ว่าหยิบจับทำอะไรให้น้อง เช่น ช่วยหาเสื้อผ้า ถือกระป๋องแป้งโรยตัว หรือหยิบขวดนม เป็นงานง่ายๆ ที่คุณสามารถบอกหรือสอนได้ค่ะ เพราะการทำแบบนี้เป็นการปลูกฝังให้พี่มีน้ำใจกับน้อง เขาเองก็รู้สึกถึงการยอมรับและความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วม ช่วยแบ่งเบางานเล็กงานน้อย ในแต่ละวันให้พี่เลี้ยงอีกด้วยค่ะ
     ช่วงเวลาเพลิดเพลิน ที่เด็กๆ สนุกหรรษาอยู่กับการเล่น คุณก็สามารถทำให้เด็ก 2 คนได้เล่นสนุกด้วยกันค่ะ เช่น ขณะอ่านหนังสือนิทานให้คนน้องฟัง ก็ชวนพี่  คนโต มาทำท่าทาง หรือส่งเสียงเป็นตัวละครในนิทานง่ายๆ อย่างท่าแมวเหมียวหรือทำเสียงก้าบๆ ของเป็ด ก็กลายเป็นเรื่องสนุก สร้างความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสองคนค่ะ

4. รู้จักชมเชย
     เทคนิคสุดท้ายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้องค่ะ แค่เห็นพี่คนโตกอดน้อง หอมน้อง หรือเสียสละของเล่นให้น้อง ที่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากเสียกว่าการเห็นเขาทำร้ายน้อง พี่เลี้ยงก็ต้องไม่ลืมชมเชยเมื่อพี่ทำดี หรือถ้าเขาช่วยเหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้ ก็ต้องรีบชมเชย เพราะนอกจากจะฝึกให้พี่รู้จักบทบาทความเป็นพี่แล้ว ยังเชื่อมสัมพันธ์ฉันพี่น้องให้แนบแน่นขึ้นด้วยค่ะ
ที่มา : Mother&Care Vol.3 No.25 January 2007 

 
ที่มา http://www.mom2kids.com/knowledge.php?id=24

ชั่วโมงทองของชีวิตให้ลูกกินนมแม่

ชั่วโมงทองของชีวิตให้ลูกกินนมแม่


ชั่วโมงทองของชีวิตให้ลูกกินนมแม่
 
การให้นมแม่ในชั่วโมงแรกหลังคลอด และการกินนมแม่เพียงอย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดจนถึงหกเดือนสามารถรักษาชีวิต ทารกได้กว่า หนึ่ง ล้านคนให้ปลอดภัย
 
วัตถุประสงค์ในการรณรงค์ :
·         เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตระหนัก ถึงความสำคัญของการเริ่มเลี้ยงทารกด้วยนมแม่ตั้งแต่ชั่วโมงแรกของชีวิตที่ สามารถช่วยชีวิตทารกเรือนล้านคน
·         เพื่อส่งเสริมสัมผัสแนบชิดเนื้อแนบเนื้อระหว่างแม่กับลูกและเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรกของชีวิต
·         เพื่อสนับสนุนให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ความสำเร็จของ การให้นมแม่ในช่วงชั่วโมงแรกเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพการป้องกันโรคและบริการ ด้านสุขภาพ
·         เพื่อสร้างความมั่นใจว่า พ่อและแม่ตระหนักถึงความสำคัญของชั่วโมงแรกในชีวิตทารก เพื่อที่จะได้มอบโอกาสนี้แก่ลูกได้ทันที
·         เพื่อสนับสนุนโครงการโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่-ลูก (BFHI) ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแนวทางปฏิบัติใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นให้นมแม่ในช่วงแรกเริ่มของชีวิต  
 
สิ่งนี้เริ่มต้นทันทีเมื่อแรกเกิด  สิ่งแรกที่เราควรกระทำหลังจากได้กำเนิดขึ้นมา...ก็คือการได้ดูดนมจากอกแม่  เป็นการกระทำที่เปี่ยมด้วยความรักและความเอื้ออาทร  เราไม่อาจรอดชีวิตได้หากปราศจากการกระทำนี้  มันเป็นเรื่องที่ชัดเจน เป็นวิถีแห่งชีวิตและเป็นสัจธรรม
            ดาไล ลามะ และโฮเวิร์ด ซี คัทเลอร์,
The Art of Happiness A Handbook for Living.1998       
 
  
ชั่วโมงแรก...ชั่วโมงทองของชีวิต
ทารกค้นหาเต้านมมารดา  แม่และลูกสามารถร่วมกันทำกิจกรรมนี้จนสำเร็จ เมื่อเราศรัทธาในปฎิสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูก ด้วยการให้คำแนะนำและดูแลด้านการเลี้ยงดูทารกอย่างถูกต้อง  นี่คือจุดเริ่มต้นของการมีชีวิต และน้ำนมแม่เป็นสายใยชีวิตระหว่างแม่กับลูก 
                      
ชั่วโมงแรกสำคัญอย่างไร
เมื่อทารกที่สุขภาพแข็งแรงได้แนบสนิทเนื้อแนบเนื้อกับทรวงอกและหน้า ท้องของมารดาทันทีเมื่อแรกคลอด อกอุ่นของแม่จะช่วยกระตุ้นให้ทารก มีความตื่นตัว  สามารถคืบคลาน เมื่อได้รับการกระตุ้นจากสัมผัสอันอ่อนโยนของมารดา ได้อิงแอบแนบอุทร และเอื้อมมือไขว่คว้าเต้านมของเธอ13  ทารกเริ่มสัมผัสและนวดเฟ้นเต้านม  สัมผัสอันอ่อนโยนจากศีรษะและมือของทารกกระตุ้นการหลั่งสาร ออกซิโตซิน9 ในมารดา น้ำนมจึงเริ่มหลั่งไหลและความรักความผูกพันที่มีต่อลูกก็ยิ่งเพิ่มทวี  หลังจากสูดดม อ้าปากงับและเลียหัวนมของแม่แล้ว ทารกก็จะเกาะกุมเต้านมและเริ่มดูดดื่มน้ำนมเพื่อยังชีพ  กระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของลูกมนุษย์
ถึงแม้ว่าได้มีนักประพันธ์หลายคนบรรยายพฤติกรรมปกติของทารกนี้เอาไว้7,13 เราพิ่งเริ่มค้นพบ ความสำคัญของการให้โอกาสเช่นนี้ต่อแม่และลูก  นับเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้ประเมินผลกระทบของเวลาในการให้นมแม่ ครั้งแรกกับอัตราการตายของทารก และพบว่าการตายอาจลดน้อยลง หากทารกได้เริ่มดูดนมแม่ในระหว่างชั่วโมงแรกของชีวิต (ดูในกล่องรายงานการวิจัย)
 
เพิ่มประสิทธิผลของน้ำนมแม่ด้วยการกินนมแม่อย่างเดียวในหกเดือนแรก
 
คู่มือการให้อาหารทารกและเด็กขององค์การอนามัยโลกและกองทุนเพื่อเด็ก แห่งสหประชาชาติ (UNICEF) แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนานหกเดือน  หลังจากนั้นจึงให้นมแม่ร่วมกับอาหารเสริมที่เหมาะสมจนเด็กมีอายุครบสองขวบ หรือเกินกว่านั้น
การเริ่มให้นมแม่ตามปกติในช่วงนาทีแรกหรือชั่วโมงแรกนั้นเริ่มต้นด้วย การสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อ ซึ่งช่วยให้การให้นมแม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด  BFHI กำหนดให้มีการสัมผัสระหว่างแม่และทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างบันไดขั้นที่ 4 ในบันได10 ขั้นสู่ความสำเร็จในการให้นมแม่ขององค์กรอนามัยโลกและองค์กรยูนิเซฟ    
 
นมแม่...สิทธิแท้ของแม่และเด็ก
 
สนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กรับรองสิทธิในการดำรงชีวิตให้แก่เด็กทุกคน เพื่อความอยู่รอดและพัฒนาการที่ดี  การให้นมแม่หลังคลอดหนึ่งชั่วโมงช่วยในการรอดชีวิตของทารก  ผู้หญิงมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลนี้และได้รับความช่วยเหลือในการเริ่มต้นให้ นมแม่แก่ลูก
 
ความสำคัญของการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อหลังคลอดและการให้นมแม่ภายในชั่วโมงแรก
 
1       ไออุ่นจากกายของแม่ช่วยรักษาความอบอุ่นให้ทารก ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อทารกที่มีขนาดตัวเล็กและน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าปกติ4
2       ทารกจะความผ่อนคลาย สงบ การหายใจและอัตราการเต้นหัวใจก็สม่ำเสมอขึ้น7
3       ทารกจะได้สัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียจากแม่ที่ ส่วนใหญ่เป็นประโยชน์และไม่มีอันตรายทั้งในน้ำนมแม่ก็มีภูมิคุ้มกันอยู่ ด้วย  เชื้อแบคทีเรียของแม่ที่แพร่ขยายพันธุ์ในทางเดินอาหารและผิวหนังทารกจะ ต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียอันตรายที่มาจากบุคคลากรทางการแพทย์และสภาพแวดล้อม น้ำนมแม่จึงช่วยหยุดยั้งการติดเชื้อได้5
4       ทารกได้รับหัวน้ำนมสีเหลืองจากการดูดนมแม่ครั้งแรก น้ำนมสีทองคำนี้บางครั้งถูกเรียกว่าของขวัญแห่งชีวิต
·         หัวน้ำนมสีเหลืองนั้นอุดมด้วยภูมิคุ้มกัน แอนติบอดี และโปรตีนป้องกันโรคอื่นๆ   มันทำหน้าที่เป็นวัคซีนขนานแรกของทารก ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อมากมาย และยังช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันของทารกที่กำลังพัฒนาขึ้นมาอีกด้วย
·         หัวน้ำนมสีเหลืองมีสารที่ช่วยการเจริญเติบโต (growth factor)  ซึ่งช่วยให้ลำไส้ใหญ่ของทารกแข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุลชีพและเชื้อโรคอื่นๆ จึงเข้าสู่ร่างกายทารกได้ยากขึ้น
·         หัวนำนมสีเหลืองอุดมด้วยวิตามินเอ ซึ่งช่วยป้องกันดวงตาและลดการอักเสบ
·         ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ขี้เทาถูกกำจัดออกจากช่องท้องได้อย่างรวดเร็ว และสารในร่างกายทารกที่ทำให้เกิดอาการตัวเหลืองก็จะถูกขับถ่ายไปด้วย ดังนั้นโอกาสที่ทารกจะตัวเหลืองจะลดน้อยลง
·         มีปริมาณน้อย เหมาะสำหรับทารกแรกคลอด
5       การสัมผัส  และ ดูดเต้านมกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซิน ซึ่งมีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ
·         ออกซิโตซิน ทำให้มดลูกหดตัว  ซึ่งอาจช่วยในการคลอดรก และลดการเสียเลือดหลังคลอด10
·         ออกซิโตซิน กระตุ้นฮอร์โมนต่างๆ  ทำให้แม่รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย รักและผูกพันกับลูกของตน9
·         ออกซิโตซิน กระตุ้นการหลั่งน้ำนม
6       ผู้หญิงรู้สึกมีความสุขอย่างเหลือล้นเมื่อ ได้เห็นหน้าลูกเป็นครั้งแรก  และส่วนใหญ่พ่อจะรู้สึกร่วมในความสุขนั้นด้วย  สายใยความผูกพันระหว่างแม่และลูกได้เริ่มต้นขึ้น
 
โดยสรุปแล้ว สัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อ และการให้หัวนำนมสีเหลืองนั้นมีส่วนช่วยลดอัตราการตายในช่วงเดือนแรกของ ชีวิต  นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวมีผลในการยืดระยะเวลาการให้นมแม่เพียงอย่างเดียวและการให้ นมแม่ให้นานขึ้นในเดือนต่อๆ  ไป ยังทำให้ทารกมีสุขภาพแข็งแรงและอัตราการตายต่ำลงด้วย6,12
 
การให้นมแม่ในชั่วโมงแรกเป็นเพียงวิธีการเดียวที่รับรองได้ว่าแม่จะ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวต่อไปรึเปล่า ไม่เลย  แม่ยังจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือในการเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองอย่างเดียวจน ครบ 6 เดือน  จากครอบครัว บุคคลากรทางการแพทย์ ผดุงครรภ์ หรือบุคคลในชุมชน ล้วนเป็นเครือข่ายสนับสนุนที่มีความสำคัญ  แพทย์ พยาบาล สาธารณสุข และบุคคลอื่นๆ จำเป็นต้องได้รับฝึกฝนให้มองเห็นปัญหา ประเมินคุณภาพการให้นมแม่ อีกทั้งมีความรู้ความเชี่ยวชาญพอที่จะช่วยแม่แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้  ช่วงเวลาการนัดพบแพทย์ที่กำหนดไว้ที่  48-72 ชั่วโมงหลังคลอด หนึ่งสัปดาห์หลังคลอด และช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังจากนั้น เปิดโอกาสให้สามารถเข้ามาแก้ปัญหาได้ทันท่วงที หรือ ให้กำลังใจแก่แม่เมื่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดำเนินไปด้วยดี     
การริเริ่มโครงการ BFHI ที่มี 10 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในการให้นมแม่ขึ้นมาใหม่ พร้อมกับการปฏิบัติตาม International Code of Marketing of Breast-milk Substitutes และ มติของสมัชชาการอนามัยโลกเป็นโครงสร้างค้ำจุนที่ช่วยป้องกัน ส่งเสริม และ สนับสนุนการให้นมแม่ให้ประสบความสำเร็จสูงสุด
 
นโยบายมีความสำคัญ
เราไม่ทราบว่าทารกกี่คนได้รับสัมผัสโอบอุ้มจากแม่และได้รับนมแม่ในช่วงชั่วโมงแรกของชีวิต
 
10 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในการให้นมแม่ที่รวบรวมอยู่ใน BFHI  มีขั้นตอนหนึ่งที่กำหนดให้ช่วยเหลือในการให้นมแม่ใช่ช่วงชั่วโมงแรกของ ชีวิต  ปัจจุบัน เราเข้าใจแล้วว่าทารกทุกคนควรได้สัมผัสแนบชิด/สัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อ แม่ทันทีหลังคลอด และมีโอกาสดูดนมแม่ทันทีที่พร้อม
 
ขั้นตอนอื่นที่เพิ่มโอกาสของการให้นมแม่เพียงอย่างเดียวคือ การสอนท่าให้นมแม่และจัดตำแหน่งทารกให้เหมาะสม, การให้แม่และลูกได้อยู่ด้วยกันหลังคลอด, สนับสนุนการให้นมเมื่อทารกเรียกร้อง, หลีกเลี่ยงการใช้หัวนมปลอม หรือ จุกนมหลอก และหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มอื่นๆ ที่แพทย์ไม่ได้กำหนด  ในโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก อัตราการให้นมแม่ในระยะแรกเริ่ม การให้นมแม่เพียงอย่างเดียว และระยะเวลาในการให้นมแม่อยู่ในระดับที่ดีขึ้น    
 
# 1 รายงานการวิจัย
ถ้าทารกได้นมแม่ภายในชั่วโมงแรก อาจรักษาชีวิตทารกได้หนึ่งล้านคน
นักวิจัยในเขตชนบทของประเทศกานา ซึ่งการเริ่มให้นมแม่ตั้งแต่แรกเริ่มไม่ใช่วิถีปฏิบัติตามปกติ พบว่าทารกที่ได้นมแม่ภายในชั่วโมงแรกของชีวิตมีโอกาสรอดชีวิตหลังคลอดสูง กว่าเด็กที่ไม่ได้นมแม่ (Edmond et al, 2006)
·         ทารกที่ไม่ได้นมแม่ภายใน 24 ชั่วโมงแรกของชีวิตมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าทารกที่ได้นมแม่ภายในหนึ่ง ชั่วโมงแรกถึง 2.5 เท่า ไม่ว่าจะได้นมแม่เพียงอย่างเดียวหรือเพียงบางส่วนก็ตาม
·         30 เปอร์เซนต์ของทารกที่ทำการศึกษาได้รับอาหารแข็งหรือนมชนิดอื่นก่อนอายุครบหนึ่งเดือน
·         ทารกเหล่านี้มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าทารกที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวถึง 4 เท่า
·         ข้อสรุป
สำหรับเขตชนบทในประเทศกานา
·         16 เปอร์เซนต์ของการตายในทารกแรกเกิดสามารถป้องกันได้ หากทารกได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวตั้งแต่วันแรกของชีวิต
·         22 เปอร์เซนต์ของการตายในทารกแรกเกิดสามารถป้องกันได้ หากทารกได้รับนมแม่ภายในหนึ่งชั่วโมงหลังการคลอด
 
Edmond K et al (2006) Delayed Breastfeeding Initiation Increases Risk of Neonatal Mortality. Pediatrics, 117:380-386

Edmond KM, Bard EC, Kirkwood BA. Meeting the child survival millennium development goal. How many lives can we save by increasing coverage of early initiation of breastfeeding? Poster presentation at the Child Survival Countdown Conference, London UK. December 2005.
 
#2 วิธีเริ่มให้นมแม่ในช่วงชั่วโมงแรกของชีวิต1, 7, 11
 
1    จัดหาบุคคลากรที่เหมาะสม มีความเข้าใจถึงความสำคัญนี้และคำนึงถึงขนบประเพณีที่มีในท้องถิ่น ให้มาอยู่เคียงข้างแม่ระหว่างคลอด
2    สนับสนุนวิธีต่างๆ ที่ช่วยเหลือผู้หญิงระหว่างการคลอดให้สุขสบายขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยา เช่นการนวด  สุคนธบำบัด, ธาราบำบัด, การเปลี่ยน
      ท่าและเคลื่อนไหว3
3     ยินยอมให้แม่เลือกอยู่ในท่าคลอดที่แม่พอใจ7โดยไม่จำเป็นต้องนอนในท่าขึ้นขาหยั่ง
4     เช็ดตัวทารกให้แห้งอย่างรวดเร็ว เก็บครีมสีขาวตามธรรมชาติ (vernix) ที่ช่วยลดการระคายเคืองเอาไว้
5     จับทารกที่ยังไม่สวมเสื้อผ้าให้นอนคว่ำหน้าบนทรวงอกที่เปล่าเปลือยของแม่ แล้วใช้ผ้าห่มทั้งคู่เอาไว้
6     ปล่อยทารกให้ซุกไซ้หาเต้านม  แม่สามารถใช้สัมผัสกระตุ้นลูกได้และอาจจัดทารกให้อยู่ใกล้หัวนมมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ควรบังคับทารกให้งับ
       หัวนม
7     ปล่อยให้ทารกแนบสนิทชิดเนื้อกับแม่จนจบการให้นมครั้งแรก หรือจนกว่าแม่จะพอใจ
8     ผู้หญิงที่คลอดลูกด้วยการผ่าตัดควรได้โอบอุ้มลูกอย่างใกล้ชิดทันทีหลังคลอด
9     เลื่อนขั้นตอนที่ก่อความเครียดและแทรกแซงความสัมพันธ์แม่ลูกออกไป  ทารกควรได้รับการชั่งน้ำหนัก, วัดส่วนสูง และได้รับวัคซีน
       ป้องกันโรคหลังจากดูดนมแม่แล้ว1, 11
10   ทารกไม่ควรได้รับของเหลวหรืออาหารใดๆ นอกจากเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์1, 11
 
 
# 3 ความเชื่อที่ผิด อุปสรรคต่อการเริ่มให้นมแม่
 
1. หัวนำนมสีเหลืองไม่ดี หรือแม้แต่เป็นอันตรายต่อทารก - ไม่จริง
    หัวนำนมสีเหลืองจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามปกติ         
      - เป็นวัคซีนขนานแรกที่ช่วยป้องกันลำไส้อักเสบและการติดเชื้ออื่นๆ
      - เป็นยาระบายเพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการตัวเหลือง
 
2. ทารกจำเป็นต้องได้รับชาสมุนไพรหรือของเหลวอื่นๆ ก่อนนมแม่ -  ไม่จริง
    การให้อาหารใดๆ (ก่อนเริ่มให้นมแม่) เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ลดโอกาสที่ทารกจะได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว และร่นระยะเวลา 
    การให้นมแม่ลง6,8,11
 
3. หัวนำนมสีเหลืองและนมแม่ไม่เพียงพอสำหรับทารก -  ไม่จริง
    หัวนำนมสีเหลืองนั้นเพียงพอสำหรับอาหารมื้อแรก5  การที่ทารกแรกเกิดน้ำหนักลดลง 3-6 เปอร์เซนต์เป็นเรื่องปกติ  เพราะทารกมีน้ำและ  น้ำตาลสะสมในร่างกายสำหรับใช้ในช่วงเวลานี้
 
4. ทารกจะรู้สึกหนาวไม่จริง
ไออุ่นจากอกแม่เป็นอุณหภูมิที่ปลอดภัยสำหรับทารก เมื่อมีการสำผัสแบบเนื้อแนบเนื้อกับแม่5  ผิวกายของแม่จะมีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 0.5 องศาเซลเซียสภายใน 2 นาที หลังจากวางทารกลงไป
 
 5. หลังเจ็บท้องและคลอดบุตรแล้ว แม่เหนื่อยเกินกว่าจะให้นมลูกได้ทันที  - ไม่จริง
สาร ออกซิโตซิน ที่ถูกกระตุ้นให้หลั่งด้วยสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อ กับลูกและการให้นมช่วยผ่อนคลายผู้หญิงหลังคลอด
 
6. การดูดปาก จมูก และลำคอทารก ก่อนการสูดหายใจครั้งแรกเพื่อป้องกันการสำลักน้ำคร่ำเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทารกถ่ายอุจจาระระหว่างกระบวนการคลอด – ไม่จริง
การทำ suction ในทารกแรกเกิดที่สุขภาพดีไม่ช่วยลดการสำลักน้ำคร่ำ และอาจทำให้เนื้อเยื่อในปาก ลำคอและเส้นเสียงได้รับความเสียหาย  นอกจากนี้ การดูดสารทางเดินอาหารยังเป็นอุปสรรคต่อการให้นมแม่อีกด้วย13
 
7. จะต้องให้วิตามิเคและหยอดยาป้องกันการติดเชื้อโรคหนองในที่ตาทันทีหลังการคลอด  - ไม่จริง
American College of Obsterics and Gynaecology และ Academy of Breastfeeding Medicine ระบุว่าสามารถเลื่อนการป้องกันที่จำเป็นนี้ออกไปได้หนึ่งชั่วโมง จนกว่าจะเสร็จจากการให้นมแม่ โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ ต่อเด็ก11 ไม่ว่าในกรณีใดก็ไม่ควรแยกแม่กับลูกออกจากกัน
 
8. ผู้หญิงจำเป็นต้องได้รับยาช่วยบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างคลอด  - ไม่จริง
การใช้ยาชาหรือยาสลบอาจทำให้ทารกเซื่องซึม เป็นอุปสรรคต่อการซุกไซ้หาเต้านม และทำให้การให้นมครั้งแรกล่าช้าไปได้หลายชั่วโมงถึงหลายวัน7  การบำบัดเสริมอื่นๆ รวมทั้งการจัดหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนระหว่างการคลอดลูก ช่วยผู้หญิงให้รับมือกับความเจ็บปวดได้ดีขึ้น และผลการคลอดก็อาจดีขึ้นด้วย3
 
9. การให้ความช่วยเหลือแม่ในขั้นตอนนี้ไม่มีประโยชน์ สิ้นเปลืองเวลาและแรงงาน  - ไม่จริง
ในขณะที่ทารกอยู่บนอกแม่ เจ้าหน้าที่ดูแลคลอดสามารถทำการประเมินสุขภาพแม่และทารก อีกทั้งงานอื่นๆ ไปพร้อมกันได้11  ทารกจะหาวิธีไปถึงเต้านมด้วยตนเอง
 
#4 สัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อสำคัญต่อแม่ที่มีเชื้อเอชไอวีไหม
 
แม้แต่ผู้หญิงที่การทดแทนนมแม่นั้นครบถ้วนตามหลัก AFASS คือเป็นที่ยอมรับ, ดำเนินการได้, เหมาะสมกับงบประมาณ, สามารถให้ต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง และ ปลอดภัย  แม่ผู้เลือกที่จะงดการเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองควรได้สัมผัสแนบชิดเนื้อกับลูก  สายสัมพันธ์ระหว่างแม่ที่มีเชื้อเอชไอวีกับลูกมีความเปราะบางเป็นพิเศษ  สัมผัสเนื้อแนบเนื้อสร้างความใกล้ชิดสนิทสนม อันเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์แม่ลูก
ถ้าเงื่อนไขไม่ครบตาม AFASS สัมผัสเนื้อแนบเนื้อและการเริ่มต้นให้นมแม่ตั้งแต่ชั่วโมงแรกมีความสำคัญต่อ แม่และทารก  สำหรับทารกในกลุ่มนี้ การให้นมแม่เพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่ไป สู่ลูกน้อยกว่าการให้นมแม่สลับกับนมผสม 
จำไว้ว่าสำหรับผู้หญิงที่ไม่ทราบสถานภาพการติดเชื้อเอชไอวีของตนเอง ขอแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว
  
#5ช่วยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs): ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วงชั่วโมงแรกของชีวิต
ที่การประชุมสุดยอดแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติในเดือนกันยายน ค.ศ.2000 ผู้นำโลกเห็นพ้องกันในเป้าหมายสำคัญอันเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตและความอด อยากของเด็ก  ประเทศที่ยากจนที่สุดหลายประเทศยังล้าหลังในการบรรลุ MDGs  การเริ่มให้นมแม่ในชั่วโมงแรกสามารถทำให้ MDG ข้อหนึ่งและสี่ประสบความสำเร็จได้  เรื่องนี้ได้รับการยืนยันโดยการประชุมคณะกรรมการประจำด้านต่างๆ ในค.ศ.2003 ซึ่งได้เรียกร้องให้มีเครื่องบ่งชี้คุณภาพสากลสำหรับการให้นมแม่ในระยะแรก เริ่ม   
 
MDG #1: กำจัดความยากจนข้นแค้นและความอดอยาก – โดยลดจำนวนพลเมืองที่มีปัญหาด้านความอดอยากลงไปให้ได้ครึ่งหนึ่ง
การให้นมแม่ในช่วงชั่วโมงแรกของชีวิตทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียง อย่างเดียวมีอัตราเพิ่มขึ้นและระยะเวลาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ยาวนานขึ้น ด้วย  ความสำเร็จในการให้นมแม่มีส่วนอย่างมากต่อโภชนาการที่สมบูรณ์ครบถ้วนของเด็ก ในช่วงสองขวบแรก และช่วยป้องกันภาวะขาดสารอาหารและร่างกายแคระแกร็นซึ่งมักเริ่มต้นขึ้นใน ช่วงอายุนี้      
 
MDG#4: ลดอัตราตายของเด็ก – ลดอัตราการตายในเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบลงไปสองในสาม
การตายของเด็กส่วนใหญ่มีสาเหตุจากโรคท้องร่วงและโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยและมีอาการรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อการให้นมแม่ไม่ถึงเกณฑ์ที่ดี ที่สุด8  40 เปอร์เซนต์ของการตายเกิดขึ้นในช่วงหนึ่งเดือนแรกของชีวิต และนับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุ MDG    การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในชั่วโมงแรกสามารถลดอัตราการตายของทารกแรกเกิดได้ (ดูกล่องรายงานการวิจัย)   และการเพิ่มจำนวนผู้ให้นมแม่ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีที่สุดสามารถลดอัตราตายเด็ก โดยรวมได้    
 
United Nations The Millennium Development Goals: 2006 Report UN New York 
 

แนวทางปฏิบัติ

การเริ่มให้นมแม่ภายในชั่วโมงแรกของชีวิตมีศักยภาพที่จะส่งผลดีมหาศาล ต่อสุขภาพของประชากรเด็กในโลก  การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษข้อที่ 1 และ 4  นโยบายจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อส่งเสริมการเริ่มต้นการเลี้ยงลูกด้วย นมแม่ในช่วงแรกเริ่มทั้งในระดับชุมชนและทั่วโลก
สำหรับโรงพยาบาลและหน่วยงานสูตินรีเวช
·     ประเมินสถานที่คลอดบุตรว่ามีอุปสรรคต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่หรือไม่  กำหนดแผนการปฏิบัติเพื่อขจัดอุปสรรคต่างๆ ที่พบ
·     สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ทุกคนจดบันทึกว่ามีการเริ่มให้นมแม่ในช่วงชั่วโมงแรก
·     จัดการประชุมประจำเดือนเรื่องการให้นมแม่ในช่วงชั่วโมงแรกของชีวิตทารก เพื่อพิจารณานโยบายเชิงแผนการและปฏิบัติงานที่จะช่วยเพิ่มอัตราผู้เลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ขึ้นมาได้
·     จัดหาเอกสาร BFHI ที่เพิ่งผ่านการแก้ไขใหม่
·     ตรวจสอบผลกระทบที่วิธีคลอดมีต่อการเริ่มต้นเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อปรับเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆ ที่ขัดจังหวะการให้นมแม่
 
สำหรับบุคลากรการแพทย์
·         สอนผู้ดูแลการคลอดในโรงพยาบาลและชุมชนให้อำนวยความสะดวกให้แก่การให้นมแม่ในชั่วโมงแรกหลังคลอด
·         ทบทวนหลักสูตรการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการคลอด, การให้กำเนิด และการให้นมแม่ของผู้ให้บริการทางแพทย์และผดุงครรภ์ เพื่อให้แน่ใจว่ามีขั้นตอนที่สำคัญครบถ้วน
·         ให้กำลังใจแม่อย่างน้อยวันละหนึ่งคน
 
สำหรับครอบครัวและสมาชิกชุมชน
·         ให้ความรู้แก่ครอบครัวเกี่ยวกับความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ระหว่างการตั้งครรภ์และทันทีหลังคลอดบุตร  ย่ายายและสมาชิกครอบครัวคนสำคัญอื่นๆ ควรอยู่ร่วมในการสนทนาด้วย
·         หาผู้นำชุมชนและผู้ถ่ายทอดข้อมูลซึ่งสามารถเผยแพร่ความรู้แก่ผู้คนทุกเพศทุก วัย ให้เห็นความสำคัญของการให้นมแม่ในช่วงชั่วโมงแรกและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพียงอย่างเดียว
·         ขอความช่วยเหลือจากสื่อในการเผยแพร่ข้อมูลแก่ประชาชน  ออกข่าวเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เดือนละหนึ่งครั้ง
 
สำหรับผู้กำหนดนโยบาย
·         สนับสนุนให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่มีอิทธิพลอื่นๆ  อาทิ องค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติ และ คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ให้รวมเวลาในการเริ่มต้นให้นมแม่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพการดูแลแม่และเด็กที่ดี ที่สุด
 
เอกสารอ้างอิง
 
1.      American College of Obstetrics and Gynecology. (2007). Breastfeeding: Maternal and infant aspects. Special report from ACOG. ACOG Clin Rev, 12(supp), 1s-16s.
2.      Bergstrom, A., Okong, P., & Ransjo-Arvidson, A. (2007). Immediate maternal thermal response to skin-to-skin care of newborn. Acta Paediatr, 96(5), 655-658.
 
3.      Dimkin, P., & O'Hara, M. (2002). Nonpharmacologic relief of pain during labor: Systematic reviews of five methods. American Journal of Obstetrics and Gynecology, 186(5, Supp), S131-S159.
4.      Fransson, A., Karlsson, H., & Nilsson, K. (2005). Temperature variation in newborn babies: Importance of physical contact with the mother. Arch Dis Child Fetal Neonatal Ed, 90, F500-F504.
5.      Hanson, L. (2004). Immunobiology of Human Milk: How Breastfeeding Protects Infants. Amarillo, TX: Pharmasoft Publishing.
6.      Kramer, M., Chalmers, B., Hodnett, E., & PROBIT Study Group. (2001). Promotion of breastfeeding intervention trial (PROBIT): A randomized trial in the republic of Belarus. JAMA, 285, 413-420.
7.      Kroeger, M., & Smith, L. (2004). Impact of birthing practices on breastfeeding: Protecting the mother and baby continuum. Boston: Jones and Bartlett.
8.      Lauer JA, Betran AP, Barros AJ, de Onis M. (2006). Deaths and years of life lost due to suboptimal breast-feeding among children in the developing world: a global ecological risk assessment. Public Health Nutr, 9(6):673-85.
9.      Matthiesen, A., Ranjo, A., Nissen, E., & Uvnas-Moberg, K. (2001). Post-partum maternal ออกซิโตซิน release by newborns: Effects of infant hand massage and sucking. Birth, 28, 13-19.
 
10. Sobhy, S. M., NA. (2004). The effect of earl initiation of breastfeeding on the amount of vaginal blood loss during the fourth stage of labor. Egypt Public Health Association, 79(1-2), 1-12.
11. The Academy of Breastfeeding Medicine Protocol Committee. (2003). Protocol #5: Peripartum breastfeeding management for the healthy mother and infant at term. Retrieved May 1, 2007, from www.bfmed.org
12. Vaidya, K., Sharma, A., & Dhungel, S. (2005). Effect of early mother-baby close contact over the duration of exclusive breastfeeding. Nepal Medical College Journal, 7(2), 138-140.
13. Widstrom, A., Ransjo-Arvidson, A.-B., Christensson, K., & et al. (1987). Gastric suction in healthy newborn infants: Effects on circulation and developing feeding behaviour. Acta Paediatr, 76, 566-572.
 
Policies
Breastfeeding protocols: www.bfmed.org
BFHI & revisions: www.unicef.org/nutrition/index_24850.html
Global Strategy for Infant and Young Child Feeding: www.who.int/child-adolescent-health/publications/pubnutrition.htm
Low-birth weight babies: www.who.int/reproductive-health/publications/kmc/text.pdf and www.who.int/child-adolescent-health/New_Publications/NUTRITION/ISBN_92_4_159509_4.pdf
 
Labour and Birthing
Midwifery: www.internationalmidwives.org
Doula: www.dona.org
Maternity Services: www.motherfriendly.org
 
Protecting Breastfeeding
Code: www.ibfan.org
 
Supporting Breastfeeding
Lactation Consultant: www.ilca.org
Mother Support: www.lalecheleague.org
 
Acknowledgements
 
Written by: Arun Gupta. Edited by: Sallie Page-Goertz and Radha Holla Bhar. Many thanks to reviewers: Alice Barbiere, Elaine Petitat-Cote, Felicity Savage, Fernando Vallone, Lida Lhotska, Liew Mun Tip, Linda Parry, Luann Martin, Michael Latham, Miriam Labbok, Nicette Jukelevics, Pamela Dunne, Pamela Morrison, Pauline Kisanga, Rebecca Magalhães, Nutrition Section UNICEF, and Departments of Child and Adolescent Health and Development (CAH) and Nutrition for Health and Development (NHD) at World Health Organization.
Production: Liew Mun Tip and Adrian Cheah
.
This project is funded by the Dutch Ministry of Foreign Affairs (DGIS).
 
WABA:องค์กรพันธมิตรโลกเพื่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่  เป็นเครือข่ายบุคคลและองค์กรระดับสากลที่รณรงค์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่โดยการการป้องกัน ส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั่วโลก ตามคำประกาศ  Innocenti Declarations ที่กล่าวถึง สิบห่วงโซ่เพื่อการปกป้องเด็กอันเป็นอนาคต และ คู่มือการให้อาหารทารกและเด็กขององค์การอนามัย โดยมีพันธมิตรที่สำคัญคือ International Baby Food Action Network (IBFAN), La Leche League International (LLLI), International Lactation Consultant Association (ILCA), Wellstart International and Academy of Breastfeeding Medicine (ABM)  WABA มีสถานะเป็นที่ปรึกษาขององค์กรยูนิเซฟ และเป็นองค์กรเอกชนที่มีสถานะที่ปรึกษาพิเศษของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม แห่งสหประชาชาติ (ECOSOC)
 
WABA ไม่รับการสนับสนุนใดๆ ทั้งสิ้นจากบริษัทผู้ผลิตอาหารทดแทนนมแม่ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และอาหารเสริมสำหรับทารก  WABA  ใคร่เรียกร้องขอให้ผู้ร่วมกิจกรรมสัปดาห์นมแม่โลกทุกท่านเคารพและยึดมั่นในจุดยืนทางจริยธรรมนี้ด้วย
 
 

WABA Secretariat
P O Box 1200
10850 Penang, Malaysia
Fax: 60-4-657 2655

 
สนับสนุนการแปลโดย WABA  
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์โดย
ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย  
มูลนิธิส่งเสริมการคลอดและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แห่งประเทศไทย
ที่มา http://www.mom2kids.com/knowledge.php?id=39

มารู้จัก โรค ไอ พี ดี กันเถอะ

มารู้จัก โรค ไอ พี ดี กันเถอะ


โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี (IPD, Invasive Pneumococcal Disease) โรค ร้ายที่อาจทำลายชีวิตลูกน้อยได้ใน 2 วัน โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี ป้องกันดีกว่าเป็นแล้วมารักษา เพราะเชื้อมักดื้อยา และต้องรักษาอย่างทันท่วงที
โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี (IPD, Invasive Pneumococcal Disease) คือ โรคติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสชนิดแพร่กระจายที่อันตรายมาก ตัวเชื้อนิวโมคอคคัสมักพบอาศัยอยู่ในโพรงจมูกหรือคอของคนทั่วไป ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ (เป็นพาหะ) แต่แพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ เพียงการ ไอ จาม สัมผัสสิ่งคัดหลั่ง โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจติดเชื้อโรคได้ง่าย โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี ที่มีอาการรุนแรง คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด
อาการสำคัญที่พบได้ คือ
  1. ติดเชื้อหูน้ำหนวกที่ลุกลามเข้าสู่สมอง
  2. อดบวมหรือปอดอักเสบ
  3. ติดเชื้อในกระแสเลือด เกิดโลหิตเป็นพิษหรือเชื้ออาจกระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ
  4. เยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจเสียชีวิตหรือพิการทางสมอง
ลูกเป็นไข้..อย่านอนใจ
  • อาการไข้ในเด็กเล็ก ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมักหายได้เอง
  • อย่างไรก็ตามควรเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพราะบางครั้งอาจไม่ใช่ไข้ธรรมดา
  • สาเหตุหนึ่งของอาการไข้ อาจเกิดจากการติด เชื้อนิวโมคอคคัส
  • แม้พบไม่บ่อยแต่รุนแรง เพราะเชื้อจะลุกลามอย่างรวดเร็ว
  • และหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที อาจคร่าชีวิตเด็กได้ ใน 2-3 วัน
วัคซีน...ทางเลือกใหม่ป้องกัน...โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี
วงการแพทย์ได้มีการพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่ที่ป้องกันการติดเชื้อ ไอ พี ดี ในเด็กเล็กได้ คือ "วัคซีนนิวโมคอคคอล
ชนิดคอนจูเกต
(Pneumococcal Conjugated Vaccine)" ฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 อาทิตย์ ถึง 9 ปี
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดเชื้อ ไอ พี ดี
  • ช่วยลดอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะของเชื้อนิวโมคอคคัส
  • ช่วย ลดจำนวนเชื้อพาหะในโพรงจมูกและลำคอของเด็ก ทำให้การแพร่กระจายเชื้อลดลง จึงเป็นการป้องกันการติดเชื้อทางอ้อมสู่คนกลุ่มอื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้เช่นเดียวกัน
การฉีดวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด
ครั้งที่
เมื่ออายุ
1 2 เดือน*
2 4 เดือน**
3 6 เดือน**
4 12-15 เดือน***
* หรือเริ่มให้เมื่ออายุ 6-8 สัปดาห์
** หรือห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
*** หรือห่างกันอย่างน้อย 2 เดือน
การฉีดวัคซีนสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไป
อายุที่เริ่มให้เข็มแรก จำนวนครั้ง (ฉีดปกติ+ฉีดกระตุ้น)*
7-11 เดือน 2 + 1
12-23 เดือน 1 + 1
24 เดือน - 9 ปี 1
* ฉีดปกติ ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
ฉีดกระตุ้น ห่างกันอย่างน้อย 2 เดือน
ปัจจุบัน ในต่างประเทศมีการใช้วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ ไอ พี ดี อย่างแพร่หลาย บางประเทศยังได้มีการฉีดวัคซีนนี้ให้กับเด็กทารกทุกราย โดยบรรจุอยู่ในตารางวัคซีนพื้นฐาน (EPI Program) เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา อิตาลี ออสเตรเลีย เป็นต้น ดังนั้นเป็นโอกาสดีที่เด็กไทยจะมีทางเลือกในการป้องกันให้ห่างไกลจากโรคร้าย เช่นเดียวกับเด็กทั่วโลก
ข้อปฏิบัติเบื้องต้นในการป้องกันโรคติดเชื้อ ไอ พี ดี ในเด็ก

1. สอนให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ
และปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้งที่จาม หรือไอ

2. สอนในเด็กหลีกเลี่ยงการสัมผัส
กับคนที่เป็นไข้หวัดหรือป่วย

3. ให้ลูกกินนมแม่เพื่อให้มี
ภูมิต้านทานจากแม่ไปสู่ลูกทางอ้อม

4. การฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง
Q & A
เด็กกลุ่มไหนมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อ ไอ พี ดี?
กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูงคือ เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน เด็กที่เคยได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อน เด็กที่เคยมีประวัติติดเชื้อในหู เด็กที่ไม่มีม้ามหรือ ม้ามบกพร่อง และเด็กที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง หรือเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ
จะทราบได้อย่างไรว่าลูกติดเชื้อ ไอ พี ดี?
คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการของเด็ก ซึ่งอาการมักเกิดตามอวัยวะที่ติดเชื้อ เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีไข้สูง คอแข็ง งอแง ซึม ไม่กินนมและชักได้ การติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กจะมีไข้สูง ร้องกวน งอแง อาจช็อค และถ้าเป็นปอดบวม เด็กจะมีอาการไข้ ไอ หอบ หายใจเร็ว ถ้าเด็กมีอาการผิดปกติดังกล่าว ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย
สามารถรักษาโรคติดเชื้อ ไอ พี ดี ได้อย่างไร?
แพทย์สามารถรักษาโรคติดเชื้อ ไอ พี ดี ได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมักได้ผลดีถ้าเชื้อไม่ดื้อยาและมารับรักษาในช่วงแรกๆ แต่ในปัจจุบันเชื้อนิวโมคอคคัสดื้อยามากขึ้น ทำให้รักษาได้ยาก ต้องให้ยาขนาดสูงเป็นเวลานาน และถ้าได้รับการรักษาช้า อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนถึงเสียชีวิตหรือพิการทางสมองได้ ดังนั้น การป้องกันโรคจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ ไอ พี ดี มีผลข้างเคียงหรือไม่?
การฉีดวัคซีนก็เหมือนกับการใช้ยา ซึ่งอาจจะมีผลข้างเคียงบ้าง โดยอาจมีการระคายเคือง ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด หรือมีอาการไข้ เบื่ออาหารอาการเหล่านี้ไม่รุนแรงและมักหายในเวลารวดเร็ว
ความคุ้มค่า?
จากการศึกษาทางระบาดวิทยา อุบัติการณ์การเกิดโรคติดเชื้อ ไอ พี ดี ในประเทศไทย พบได้ไม่บ่อยเท่าในต่างประเทศ แต่เมื่อเกิดขึ้น มักจะรุนแรง ดังนั้น การพิจารณารับวัคซีน ควรคำนึงถึงหลายปัจจัย เช่น ความเสี่ยงของเด็ก หรือค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีน เนื่องจากวัคซีนมีราคาค่อนข้างสูง เพราะครอบคลุมเชื้อนิวโมคอคคัสที่สำคัญหลายสายพันธุ์ ทำให้การผลิตทำได้ยาก
ที่มา : ศูนย์ลูกน้อยห่างไกลโรค ไอ พี ดี
ด้วยความปรารถนาดีจาก
มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ
ที่มา http://www.mom2kids.com/knowledge.php?id=41

ลูกชอบอมและดูดนิ้วมือทำอย่างไรดี

ลูกชอบอมและดูดนิ้วมือทำอย่างไรดี


ปัญหา ที่คุณแม่ลูกอ่อนมักจะถามเสมอเวลาที่ไปพบแพทย์ ก็คือ ลูกชอบอมและดูดนิ้วมือ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจว่า จะมีปัญหาต่อเด็กระยะหลังได้เช่น ปัญหาเรื่องฟันที่จะงอกขึ้นมาเสียรูปทรง หรือบางคนเกรงจะติดเป็นนิสัยจนโต

เรื่อง ของเด็กดูดนิ้วมือ หรืออมนิ้วมือนั้น เป็นเรื่องสัญชาตญาณของเด็กทุกคน เพราะมีนักวิจัยทางการแพทย์ได้แอบส่องกล้องเข้าไปในครรภ์ พบเห็นว่าเด็กเริ่มอมนิ้วมือ ตั้งแต่อายุ 4 เดือน ครั้นเมื่อคลอดออกมาแล้วทารกบางคนจะเห็นรอยแบนราบ ของริมฝีปากบนและล่างเป็นรอย ศัพท์ภาษาอังกฤษทางการแพทย์เรียกว่า Sucking Brister เด็กส่วนมากที่เริ่มอมนิ้วมือ มักจะเป็นก่อนอายุ 3 เดือน และพบในเด็กผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จึงกล่าวได้ว่า เรื่องเด็กดูดหรืออมนิ้วมือเป็นเรื่องธรรมชาติของเด็ก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องวิตกกังวลจนเกินไป สาเหตุของเด็กที่ดูด หรืออมนิ้วมือในเด็กขวบปีแรก ซึ่งคุณแม่ที่มีลูกมีปัญหาดังกล่าว น่าจะลองสังเกตแล้วทดลองแก้ไขได้เองอย่างง่ายๆ ดังต่อไปนี้

1. เด็กได้รับการป้อนนมจากแม่ หรือนมขวดห่างมากไป เช่นเคยป้อนทุก 4 ชม. ก็ลองป้อนให้เร็วขึ้นเป็นทุก 3 ชม.

2. เด็กบางคนดูดนมได้เร็วมาก อาจจะเป็นเพราะมีแรงดูดมาก ทำให้นมหมดขวด หรือหมดจากเต้าเร็ว คุณแม่บางท่านก็อาจจะปล่อยเด็กให้นอนเล่นเร็วขึ้น ทำให้เด็กยังอยากอมเล่น ๆ ต่อ จึงหันมาดูดหรืออมนิ้วมือแทน ดังนั้นคุณแม่ลองให้เด็กได้อมหัวนมให้นานขึ้น ซึ่งอาจจะหันมาใช้หัวนมหลอกได้ แต่ในกรณีที่หัวนมยางมีรูเปิดกว้างเกินไป ทำให้เด็กดูดเร็วนั้น คงต้องเปลี่ยนหัวนมยางให้มีขนาดรูเปิดเล็กลงกว่าเดิม

3. เด็กบางคนจะสังเกตว่า จะดูดหรืออมนิ้วมือบ่อยขึ้น ในช่วงที่ฟันน้ำนมกำลังงอกผ่านเหงือกออกมาเด็กจะคันเหงือกบ่อย คุณแม่จะสังเกตเห็นฟันน้ำนมเริ่มโผล่ขึ้นมาเป็นเงาขาวๆ ใต้เหงือกได้

4. เด็กบางคนชอบดูดหรืออมนิ้วมือ โดยมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ ดังนั้นไม่ต้องวิตกกังวลใจ ถึงหาสาเหตุไม่พบก็ไม่ต้องเดือดร้อนใจ เพราะเด็กส่วนมากจะเลิกดูด หรืออมนิ้วมือได้เองเมื่ออายุได 4 ปีแล้ว

เมื่อไหร่จะใช้หัวนมหลอก

สำหรับหัวนมหลอก มีที่ใช้สำหรับเด็กที่มีปัญหาชอบดูด หรืออมนิ้วมือมากๆ ได้ หลังจากที่ได้พยายามแก้ไขแล้ว ดังที่กล่าวมาแล้ว หัวนมหลอกจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เด็กได้มีเวลาดูดหรืออมหัวนมได้นานขึ้น ลดการดูดอมนิ้วมือตัวเองได้ดีมาก สนองตอบต่อความต้องการของเด็กตามสัญชาตญาณ สร้างความพึงพอใจและความสุขแก่เด็ก

สำหรับการแก้ไขแบบโบราณ ที่เคยได้ยินคุณแม่บางท่านใช้ เช่น เอาหัวแม่มือเด็กมาทายาขมๆ หรือใช้วิธีดุด่า ว่า ตีมือ หรือกระตุกมือออกทันที ไม่สามารถแก้ไขได้เลย ยิ่งจะทำให้เด็กเครียดมากขึ้นอีก

กรณีเด็กเลิกดูดหรืออมนิ้วมือได้แล้วกลับมาเป็นอีก

จะแก้ไขอย่างไร พบว่าเด็กที่เป็นเช่นนี้มักมาจาก การที่เขาอ่อนเพลียมากเกินไป อาจจะเกิดการเล่นมาก หรือล้มป่วยทางด้านร่างกาย ต้องเข้าโรงพยาบาล บางรายก็เกิดจากสาเหตุทางจิตใจ พบว่าเด็กอยู่ในบรรยากาศที่ถูกกดดันมากๆ เช่น เห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน หรือถูกแย่งความรักจากน้องที่เพิ่งคลอดใหม่ เด็กก็จะเกิดพฤติกรรมถดถอย หันกลับมาดูดนิ้วอีกได้

การช่วยเหลือและการแก้ไข คงต้องใช้เหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์ และการแก้ไขที่ต้นเหตุของความกดดัน ทั้งร่างกายและจิตใจของเด็ก นอกจากนั้นการไม่สนใจเรื่องดูดหรืออมนิ้วมือของเด็ก จนเด็กเกิดความกังวลใจ โดยหันเหความสนใจให้เด็กสนุกสนานกับกิจกรรมอื่นๆ โดยไม่ต้องหักเหหรือกดดันเด็กเรื่องดูดหรืออมนิ้ว เด็กก็จะค่อยๆ หายไปเองได้

ผลต่อฟัน

ทันตแพทย์บอกว่า สิ่งที่เป็นผลแทรกซ้อนของเด็ก ที่ชอบอมหรือดูดนิ้วมือ จะทำให้เกิดปัญหาของกรามกับฟัน หรือการเรียงตัวของฟัน เช่นฟันบนจะยุบเข้าไปฟันล่างก็จะโย้ออกมาข้างหน้า แต่ที่สำคัญที่สุดจะเกิดปัญหา เมื่อเด็กยังอมนิ้วมือในช่วงที่ฟันแท้กำลังจะเริ่มงอกออกมา ก็คือตอนอายุ 5-6 ปี จึงจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องแก้ไขเด็กที่อมหรือดูดนิ้วมือก่อนอายุนี้
ที่มา :
นายแพทย์อนนท์ บริณายกานนท์
จากหนังสือ "นานาปัญหาลูกรัก "

ที่มา http://www.mom2kids.com/knowledge.php?id=44

จัดท่านั่งรถให้เด็กปลอดภัย

จัดท่านั่งรถให้เด็กปลอดภัย


โครงการ “คุณหนูปลอดภัยในยานยนต์” โดย เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย และ เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย ห่วงใยการใช้รถยนต์เดินทางช่วงเทศกาลซึ่งการจราจรหนาแน่น จึงรณรงค์ผู้ใช้รถให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้โดยสารเด็กเล็ก ผ่าน น.ส.อังคณา ตรีรัตนาทิพย์ นางสาวไทยประจำปี 2550 ซึ่งวิธีการโดยสารรถยนต์ที่ปลอดภัยของเด็กอายุ 0 - 10 ปี ต้องใช้เก้าอี้นิรภัยสำหรับเด็ก (Child Seat) ซึ่งจะติดตั้งไว้ที่เบาะหลังของรถยนต์เท่านั้น หากไม่มีเก้าอี้นิรภัยต้องให้เด็กโดยสารที่เฉพาะเบาะหลัง ค่อนไปทาง ซ้ายหรือขวาเท่านั้น ห้ามให้ผู้โดยสารเด็กนั่งเก้าอี้ด้านหน้า หรือคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้ใหญ่โดยเด็ดขาด
เนื่องจากเด็กอาจได้รับบาดเจ็บจากถุงลมนิรภัย หรือหลุดลอยออกนอกตัวรถได้ เนื่องจากอุปกรณ์นิรภัยที่ออกแบบมากับตัวรถเหมาะสำหรับสรีระของผู้ใหญ่เท่า นั้น อุปกรณ์ไม่สามารถป้องกันผู้โดยสารเด็กซึ่งมีสรีระที่ต่างได้ และจะเป็นอันตรายถึงชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการมองข้ามความสำคัญของอุปกรณ์นิรภัยสำหรับเด็ก รวมทั้งความไม่เข้าใจในวิธีโดยสารรถยนต์ที่ปลอดภัย เป็นสาเหตุอันดับต้นๆที่ทำให้เด็กเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ ทั้งที่เราสามารถป้องกันได้
ข้อมูลจากโครงการ “คุณหนูปลอดภัยในยานยนต์” แนะนำด้วยว่าปัจจุบันมีการออกแบบเก้าอี้สำหรับเด็กสี่แบบ เพื่อเหมาะสำหรับเด็กที่มีวัยและน้ำหนักตัวต่างกัน ได้แก่ เปลเด็กอ่อนสำหรับรถยนต์สำหรับเด็กแรกเกิด ,ที่นั่งเด็กชนิดนั่งหันไปทางหลังรถ สำหรับเด็กแรกเกิดถึง 1 ปี ,ที่นั่งเด็กชนิดนั่งหันไปทางหน้ารถสำหรับเด็กอายุ 1-5 ปี และที่นั่งเสริม สำหรับเด็กอายุ 5-10 ปี.
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


ที่มา http://www.mom2kids.com/knowledge.php?id=45