 |

มีลูกหนึ่งคนจนไปสิบปี!สำนวนนี้ดูเหมือนจะล้าสมัยไปแล้ว
เพราะยุคถดถอยของดอกเบี้ย แถมยังถูกเงินเฟ้อกัดกร่อนค่าเงิน
ค่าครองชีพวิ่งแซงเงินเดือน
ไม่เห็นจำเป็นต้องวางแผนอะไรเลย ก็ส่งลูกเรียนไปตามมีตามเกิด ตามยถากรรม ตามฐานะ ตามกำลัง !!!
ในความเป็นจริง คุณจะทำอย่างนั้นก็ได้
เพราะปัจจุบันก็มีคนทำแบบนี้ไม่ใช่น้อย แต่จะดีกว่าไม่ใช่หรือ
หากคุณลงมือสร้างแต้มต่อให้ลูกหลานที่ลืมตาดูโลก
ด้วยการวางแผนเรื่องการศึกษาให้กับเขาอย่างมีคุณภาพที่สุด
หากแต่ในปัจจุบัน
การวางแผนการเงินเพื่อเตรียมพร้อมเรื่องลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญาให้ลูกหลาน
ไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อนที่ดอกเบี้ยทะยานเหนือ 10%
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเสมอไป หากคุณจะลงมือวางแผน Fundamentals ฉบับนี้
พาไปดูว่า มีลูกหนึ่งคน คุณต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยที่สุดเท่าไหร่
เพื่อการศึกษาของลูกรักให้ไปตลอดรอดฝั่ง
จากสถิติในอเมริกา โดยทั่วไปเด็กอายุ 18 ส่วนใหญ่จะย้ายออกจากบ้าน
แต่ปัจจุบัน 68% ของเด็กอายุ 18 ไม่ย้ายออกจากบ้านแล้ว
เพราะเขาเริ่มรู้สึกแล้วว่า การย้ายออกจากอ้อมอกของพ่อแม่
ทำให้พวกเขาต้องหันมาทำงานพิเศษ ต้องจ่ายค่าเช่าห้องเอง ส่งตัวเองเรียน
เด็กเริ่มรู้สึกว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องออกไปลำบากอย่างนั้น
สู้เอาเงินที่หามาได้
นำไปซื้อข้าวของที่อยากได้หรือของที่จำเป็นต้องใช้ไม่ดีกว่าหรือ
ขณะเดียวกัน ภาระของพ่อแม่ทั่วโลกมีแนวโน้มยาวนานขึ้น
เพราะจากในอดีตแค่เรียนจบระดับปริญญาตรีก็เพียงพอแล้ว
แต่ปัจจุบันต้องจบระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก
ถึงจะเดินลงสู่สนามแรงงานได้อย่างยืดอกได้
นอกจากนี้ เด็กสมัยนี้ใช้เวลาค้นหาตัวเองนานขึ้น
และระหว่างทางของเด็กคนหนึ่ง จะต้องมีทั้งเรียนพิเศษนอกห้องเรียน
ทั้งเตรียมเอนทรานซ์ เรียนเปียโน เรียนบัลเล่ต์
สมัยก่อนเรียนแค่ภาษาอังกฤษ แต่เท่านั้นไม่พอ เดี๋ยวนี้ขยับไปเรียนภาษาจีน
ญี่ปุ่น และเกาหลีเพิ่มเติมอีก ถึงจะสู้คนอื่นได้
"เดิมพัน อยู่วิทยา" กรรมการผู้จัดการ บริษัทแพลตตินั่ม คอนซัลติ้ง
บอกว่า เหตุผลทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้นี่เอง
ที่ทำให้ขบวนการวางแผนทางการเงินเพื่อเตรียมพร้อมในเรื่องการศึกษาของลูก
จึงไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป ฉะนั้น ถ้าไม่เตรียมจะแย่
"พอพูดถึงเรื่องการศึกษาของลูกหลาน
เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่การศึกษาในระบบแล้ว
แต่มันเป็นเรื่องของการเพิ่มแต้มต่อให้ลูกหลาน ขบวนการการเตรียม
ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป
สาเหตุที่พ่อแม่ต้องเตรียมวางแผนเรื่องการศึกษาให้ลูกมากขึ้น
เพราะเดี๋ยวนี้มีเรื่องเงินเฟ้อ 4-6% เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ฉะนั้น ตั้งวันที่เด็กเกิดออกมากลืมตาดูโลก
พ่อแม่ควรจะให้ของขวัญเป็นการศึกษาที่ดีกับลูก เพราะถ้าให้เงิน
บางทีเงินอาจจะหมดได้ แต่ให้การศึกษาจะอยู่กับลูกตลอดไป
มีการศึกษาที่ดีลูกก็ไปหาเงินได้ แต่การศึกษาที่ดี
ต้องมีเงินเป็นตัวช่วย
พ่อแม่ทุกคนอยากให้การศึกษาสูงที่สุดแก่ลูกเท่าที่จะทำได้
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้"
เดิมพันมองว่า การศึกษายุคนี้เพิ่มความหลากหลายมากขึ้น
สมัยก่อนอาจจะเรียนตั้งแต่เด็กจนจบมัธยมที่โรงเรียนเดียว
แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว อาจจะเริ่มต้นที่ประถมเอกชน
แล้วเปลี่ยนไปเรียนนานาชาติ
ทางเลือกไม่ได้มีแค่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน
แต่มีโรงเรียนประเภทไบลิงกวล และโรงเรียนนานาชาติเข้ามาเป็นทางเลือก
ขณะที่ การเดินทางไปศึกษาในต่างประเทศ ในอดีตอาจจะมีแค่อังกฤษ และอเมริกา
แต่เดี๋ยวนี้มีทั้งออสเตรเลีย อินเดีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลี
และนิวซีแลนด์มาเป็นทางเลือก
ข้อสำคัญ
สมัยก่อนพ่อแม่อาจไม่จำเป็นต้องวางแผนเรื่องการศึกษาให้ลูกก็ได้
เพราะดอกเบี้ยเงินฝากสูงเกิน 10% แค่เอาเงินไปนอนแช่ทิ้งไว้ในบัญชีเงินฝาก
10 ล้านทุกปีก็ได้ดอกผลปีละ 1 ล้านเอามาเป็นทุนการศึกษาของลูกได้
แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เดี๋ยวนี้ดอกเบี้ยเงินฝากแค่ 2-3% เท่านั้น
พันธบัตรเต็มที่ก็ได้ดอกผลไม่เกิน 5%
ดังนั้น คอนเซปต์ของการศึกษา จึงไม่ใช่วางแผนการศึกษาแบบเดิมๆ ง่ายๆ
อีกต่อไป แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อ และการบริหารผลตอบแทนของเงิน
ที่ซับซ้อนมากขึ้น และจะใช้วิธีการและรูปแบบการลงทุนแบบเดิมไม่ได้
เริ่มต้นวางแผนดีลูกมีแต้มต่อ
เดิมพันบอกว่า พ่อแม่ที่อยากเห็นอนาคตอันสดใสของลูกน้อย
หากเริ่มต้นด้วยการวางแผนที่ดี
ลงมือทำตามแผนก็ทำให้ลูกรักของคุณเติบโตอย่างมีอนาคตที่สดใสได้
โดยปกตินั้น ขบวนการในการจัดการวางแผนเรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
"Pre College Fund" หรือช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย กับ "College Fund"
แบ่งเป็นปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก
ในการเตรียมเงินทั้งหมด เดิมพันบอกว่า
โดยปกติหากเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เป็นคนชั้นกลาง ส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีค่อยๆ
สะสมเงินต้นไปเรื่อยๆ เมื่อได้ดอกผล ค่อยๆ
นำส่วนหนึ่งออกมาใช้เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนการศึกษา
แต่ถ้าเป็นครอบครัวที่มีสตุ้งสตางค์หรือมีฐานะอยู่ก่อนแล้ว
ก็มักจะดึงเฉพาะดอกผลออกออกมาจับจ่ายอย่างเดียว ฉะนั้น วิธีการตรงนี้
แตกต่างตรงที่ความมั่งคั่งของแต่ละครอบครัว
"จากสถิติในไทย ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ มากกว่า 50%
ไม่สามารถเรียนจบได้ มีเหตุผลจากพ่อแม่ล้มละลาย บางคนเก็บเงินไปเรื่อยๆ
พอขัดสน ชักหน้าไม่ถึงหลัง พ่อแม่ยืมจากเงินออมก้อนนี้ออกมาใช้ก่อน
แล้วก็ไม่ได้คืน เงินก็หมดไป กับอีกกรณีคือพ่อแม่เสียชีวิต
หรือทุพพลภาพ แล้วไม่ได้เตรียมเงินไว้ให้อย่างเพียงพอ ในที่สุดก็เกิดปัญหา
"
เดิมพันแนะนำว่า เมื่อลูกเกิดมา
อย่างแรกที่พ่อแม่ต้องทำคือประเมินค่าใช้จ่ายในอนาคต ว่ามีอะไรบ้าง
ตั้งแต่ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัยและช่วงเรียนมหาวิทยาลัย
ยิ่งถ้าพอรู้เป้าหมายว่าช่วงเรียนประถมที่ไหน มัธยมที่ไหน
หรืออยากให้เรียนนานาชาติตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะตัวเงินจะแตกต่างกัน
หากพอรู้เป้าหมายจะได้วางแผนตระเตรียมเงินทองได้คร่าวๆ
ถัดมา เมื่อประเมินเป้าหมายพอได้ คราวนี้หันมาดูกำลังของเรา
ว่าเพื่อให้สอดรับกับแผนคร่าวๆ ที่วางไว้ จะเอาเงินจากไหน
เพราะถึงจะบริหารจัดการเงินก้อนนี้อย่างไรก็ต้องไม่ให้กระทบแผนการออมของเรา
เอง ดังนั้น ในแง่การจัดการงบประมาณ
จึงต้องเริ่มต้นมองจากภาพแม็คโครก่อน ดูรายรับรายจ่ายแต่ละปีของเรา
คะเนคร่าวๆ จะได้รู้สถานการณ์การเงิน ว่ามีกำลังเพียงพอหรือไม่
"ไม่ว่าจะลูกกี่คน ยังไงคุณก็ต้องเกษียณ
ต้องเตรียมสะสมเงินออมเอาไว้ใช้ตอนเกษียณ เพราะฉะนั้น
ต้องบริหารจัดการให้ดี
ต้องไม่ให้กระทบแผนเงินออมเพื่อเกษียณของคุณต้องไม่สะดุดหรือไม่เปลี่ยน
แผนชีวิตแผนการเงินของเราที่วางไว้ต้องไม่เปลี่ยน ดังนั้น
จึงเกิดคำถามที่ว่า สำหรับคนไม่ได้ร่ำรวยเงินทองมาเป็นทุนเดิม
เงินสะสมเพื่อการศึกษาของลูกควรจะมาจากไหน นั่นเป็นสิ่งที่คนสงสัย
มีหลายคนคิดว่าดึงบางส่วนมาจากการเงินออมของเรานี่แหละ ที่จริงแล้วไม่ใช่
เงินออมส่วนนี้ต้องดึงมาจากส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายของเรา เราต้องลดรายจ่าย
ปรับไลฟ์สไตล์และความสะดวกสบายเดิมๆ ลงบ้าง"
ที่จริงเดิมพันบอกว่า
หากคุณเป็นพ่อแม่ประเภทที่สามารถผลิตรายได้พิเศษเพิ่มได้ คงไม่เป็นปัญหา
แต่กรณีที่ไม่ได้ร่ำรวยเป็นทุนเดิม
พ่อแม่หลายคนจำเป็นต้องลดคุณภาพชีวิตลงนิดหนึ่ง ปรับไลฟ์สไตล์ลง
เพราะการหารายได้เพิ่ม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้
แต่วิธีการลดรายจ่ายทุกคนทำได้
"แต่ละคนคงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า มีรายจ่ายอะไรที่ลดลงได้บ้าง
แน่นอน ปัจจัย 4 ลดไม่ค่อยได้
ต้องไปปรับโครงสร้างและรีดจากค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น
เช่นคุณอาจต้องไปปรับโปรโมชั่นโทรศัพท์ หรือจากเดิมเคยกินกาแฟวันละ 2
แก้วก็ลดลงเหลือวันละแก้ว หรือเลิกเลย ก็อาจจะประหยัดเงินไปได้วันละ 100
บาท คุณรู้มั้ยว่า แค่ไม่กินกาแฟวันละ 100 บาท ณ ดอกเบี้ย 4% ผ่านไป 40
ปี คุณอาจจะมีเงินเก็บ 2.6 ล้านบาท นี่คิดจากแค่เดือนละ 22 วันเท่านั้นนะ
ถึงตรงนี้สามีภรรยาคงต้องนั่งดูว่าปรับลดอะไรได้อีกบ้าง
สมมติแผนของคุณอยู่ที่เก็บเงิน 1 ล้านบาท เก็บ 20 ปีๆ ละ 5 หมื่นบาท
ก็เท่ากับเดือนละ 4 พันบาทเศษๆ สามีภรรยาเงินเดือน 6
หมื่นรวมกันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แค่ลดเบียร์วันละกระป๋อง ลดกาแฟวันละแก้ว
ลดนุ่นโน้นนี่ ได้แล้ว 4 พันบาท แต่ปัญหาของคนไทยคือยังไม่ทันลองเลย
บอกว่าทำไม่ได้ ดังนั้นก่อนจะบอกว่าทำได้หรือไม่ได้ ลองทำหรือยัง"
เรียนธรรมดาสุดต้องยืนพื้นไว้ที่ 1.5 ล้านบาท
เดิมพันบอกว่า บริษัทแพลตตินั่ม คอนซัลติ้ง ได้คำนวณตัวเลขคร่าวๆ
สำหรับการศึกษาของลูก ว่าเงินน้อยที่สุดที่ต้องเตรียมสำหรับลูก
กรณีเรียนธรรมดาที่สุดจนถึงจบปริญญาตรีต้องใช้เงินประมาณ 1.5 ล้านบาท
แต่ถ้าวางแผนไปเรียนปริญญาโทเมืองนอก
หรือเรียนโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวเลขเท่านี้ไม่พอแน่
ตามตัวเลขที่เราได้ประเมินออกมาคร่าวๆ แบ่งเป็น 3 ทางเลือก
การเตรียมเงินจะแตกต่างกันไป ยิ่งเมื่อรวมอัตราเงินเฟ้อบนสมมติฐานที่ประมาณ
4% ด้วย จะพบว่ายิ่งต้องเตรียมเงินมากขึ้นอีก
กรณีแรก หากเรียนอนุบาลในโรงเรียนเอกชนชั้นนำ จะใช้เงินช่วงนี้ประมาณ 3
แสนบาท ช่วงประถมจนถึงมัธยมเรียนโรงเรียนเอกชนชั้นนำ ใช้เงินประมาณ 8.2
แสนบาท ระดับปริญญาตรีเรียนภาคอินเตอร์ประมาณ 7.7 แสนบาท
เรียนปริญญาโทในสหรัฐอเมริกา 2.6 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 4.5 ล้านบาท
เมื่อรวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย 4% เท่ากับว่า ต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 8.8
ล้านบาท
กรณีที่สอง หากเรียนอนุบาลในโรงเรียนเอกชนชั้นนำ
จะใช้เงินช่วงนี้ประมาณ 3 แสนบาท
แต่พอช่วงประถมจนถึงมัธยมเรียนโรงเรียนนานาชาติ จะใช้เงินเพิ่มเป็นประมาณ
6.1 แสนบาท จากนั้นไปเรียนระดับปริญญาตรีเรียนภาคอินเตอร์ประมาณ 7.7
แสนบาท เรียนปริญญาโทในสหรัฐอเมริกา 2.6 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 9.8
ล้านบาท เมื่อรวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย 4% เท่ากับว่า ต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ
19 ล้านบาท
กรณีที่สาม หากเรียนอนุบาลในโรงเรียนเอกชนชั้นนำ
จะใช้เงินช่วงนี้ประมาณ 3 แสนบาท
ช่วงประถมจนถึงมัธยมเรียนโรงเรียนเอกชนชั้นนำ ใช้เงินประมาณ 8.2 แสนบาท
ระดับปริญญาตรีเรียนมหาวิทยาลัยภาคภาษาไทยประมาณ 1.7 แสนบาท
เรียนปริญญาโทภาคภาษาไทย 2 แสนบาท รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 1.49 ล้านบาท
เมื่อรวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย 4% เท่ากับว่า ต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 2.6
ล้านบาท
รับมือความเสี่ยงด้วยการวางแผนทำประกัน
ถึงแม้ว่าคุณจะมีเป้าหมายและมีตัวเลขเงินออมอยู่ในใจ
รวมถึงเดินหน้าสะสมเงินออมเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย
แต่ในโลกของความเป็นจริง เดิมพันบอกว่า
คุณอาจเผชิญหน้ากับความเสี่ยงหลายประการ
ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในเรื่องของสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี
ที่อาจทำให้ธุรกิจที่คุณทำอยู่เกิดสะดุด หรือคุณต้องตกงานอย่างกะทันหัน
แต่เดิมพันบอกว่า เราสามารถรับมือความเสี่ยงได้ด้วยการวางแผน
"ถ้าเราไม่อยู่หรือไม่มีความสามารถในการหาเงิน
นักวางแผนการเงินทั่วโลกแนะให้ซื้อประกันวงเงิน 1 ล้านบาท
แบบจ่ายเบี้ยถูกสุด เบี้ยปีละ 2-3 หมื่นบาท ถ้าสุขภาพดีและอายุน้อย
เบี้ยมักไม่เกิน 3 ล้านบาท เมื่อคุณเสียชีวิตอย่างกะทันหัน
ลูกก็จะมีทุนการศึกษา 1 ล้านบาท โดยที่คุณตัดความกังวลใจ ไปได้เลย
กรณีนี้สมมติว่าถ้าคุณอยู่ครบ 20 ปีโดยไม่เป็นอะไร
ก็ได้เงินคืนมาก้อนหนึ่ง 50% เช่นส่งไปปีละ 3 หมื่น 20 ปีเป็นเงินประมาณ 6
แสนบาท จะได้เงิน 3 แสนบาทคืนมา
แต่ก็สบายใจได้ว่าถ้าเราเป็นอะไรปุ๊บปั๊บการศึกษาของลูกไม่สะดุดแน่นอน"
หลายคนอาจจะบอกว่า มีลูกหนึ่งคนแล้ว
ชีวิตต้องเก็บเงินออมเพื่อลูกเดือนละ 4 พันบาท
แล้วยังต้องซื้อประกันด้วยหรือ
เดิมพันบอกว่าคำตอบคือถ้ารักลูกควรจะทำทั้งสองทาง
"เมื่อคุณรู้ปัญหาว่ามีความเสี่ยงอยู่ตรงไหนบ้าง
ประเด็นคือคุณจะจัดการมันอย่างไร
อย่างแรกคือโอนความเสี่ยงไปให้บริษัทประกัน 100%
หรือจัดการโอนความเสี่ยงไปตามความสามารถและกำลังของเรา
หรือคุณเลือกที่จะไม่โอนเลยก็ได้ แต่รู้ไว้ว่า
คนที่รับความเสี่ยงคือคนที่คุณรักและเขารักคุณ
เขาต้องมารับความเสี่ยงแทนคุณ แต่ถ้าคุณบอกว่าให้ลูกรับไปเอง
ก็ได้เช่นกัน คุณก็ฝากธนาคารอย่างเดียว ไม่ต้องทำประกัน
แต่ผมอยากบอกว่าในต่างประเทศเขาทำทั้ง 2 ส่วนไปพร้อมๆ กัน เพราะอันตรายมาก
ที่ลูกของคุณจะไม่มีเงินเรียนหนังสือ"
รวยแค่ไหนก็ต้องวางแผนเพื่อการศึกษา
เพราะความรวยไม่ได้อยู่กับทุกคนตลอดทั้งชีวิต ดังนั้น
ถึงแม้คุณจะเป็นคนรวยหรือมีอันจะกินก็ต้องวางแผน
และจัดการเงินก้อนที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
เดิมพันยกตัวอย่างของคนรวยบางคนที่เมื่อมีลูกหนึ่งคน
เขาอาจจะใช้วิธีกันเงินก้อนหนึ่งประมาณ 10 ล้านบาท เตรียมเอาไว้เลย
ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดี เพราะ คนที่ไม่กันเงินออกมา
เผื่อวันข้างหน้ามีปัญหาเรื่องการเงิน เงินก้อนนี้ก็อาจจะหมดได้
เพราะคนรวยวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าอีก 20 ปีคุณจะรวย
เพราะฉะนั้นแบ่งออกมาเลย
"แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า
เงินก้อนนี้จะทยอยดึงออกมาเป็นเงินเพื่อการศึกษาทั้งหมด หรือจะเอาดอกผลของ
10 ล้านบาทมาเป็นทุนการศึกษา
เดิมพันยกตัวอย่างว่าถ้าวางแผนให้ดีเช่นใช้เงินปีละ 5 แสนบาท
คุณก็แค่บริหารเงินก้อนนี้ให้ได้ผลตอบแทนปีละ 5-7% ก็ได้เงินปีละ 5-7
แสนบาทออกมาใช้เป็นทุนการศึกษาของลูก พอลูกเรียนจบเงินก้อนนี้ก็เป็นของคุณ
วิธีนี้ถูกสอนในต่างประเทศ เขาจะเริ่มวางแผนตั้งแต่แต่งงาน
บางคนเก็บเงินเพื่อการศึกษาตั้งแต่ก่อนแต่งงาน มีแต้มต่อดีกว่าเยอะ
ประเด็นคือคนทั่วไปรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้
ท้องแล้วหรือคลอดแล้วค่อยวางแผนสะสมเงินก้อนนี้"
แผนชัดเจน..ลงทุนง่าย
การบริหารจัดการเงินสะสมเพื่อการศึกษาของคุณจะง่ายขึ้น
หากคุณมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน จะทำให้คุณลงทุนได้ง่ายเงิน
เดิมพันยกตัวอย่างว่า เช่นถ้าชัดเจนว่าอนาคตอยากจะส่งลูกไปเรียนอังกฤษ
นั่นหมายถึงอนาคตคุณต้องใช้เงินปอนด์แน่ๆ ก็ไปลงทุนในต่างประเทศเลย
"ในอดีตมีไอเดียว่า
เงินก้อนที่เก็บเพื่อการศึกษาของลูกจะต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ควรเสี่ยง
เลย เพราะเป้าหมายในอดีตพ่อแม่ส่วนใหญ่จะส่งลูกเรียนมัธยมภายในประเทศ
จากนั้นก็เรียนปริญญาตรีในเมืองไทย หรือบางบ้านขยับไปต่อปริญญาโทเมืองนอก
ซึ่งตอนที่อัตราแลกเปลี่ยน 25 บาทต่อดอลลาร์ และดอกเบี้ยเงินฝากได้ 10%
ทำให้บริหารจัดการง่าย แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว "
ดังนั้น เดิมพันมองว่า พ่อแม่ควรจะบริหารจัดการและหาวิธีลงทุนใหม่
ที่ให้เงินงอกเงยสมกับเงื่อนไขและสถานการณ์ในปัจจุบัน
เช่นหาทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น
ในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ในทองคำ พันธบัตรระยะยาว
หรือถ้าจะส่งลูกไปเรียนอังกฤษ
ก็อาจจะจัดสรรเงินลงทุนส่วนหนึ่งเป็นเงินปอนด์ไว้เลยก็ได้
แต่ถ้าไม่มีความรู้เรื่องการวางแผนลงทุนเพื่อการศึกษาของลูก
ก็ควรหันมาปรึกษาบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมนิดหน่อย
แต่แผนของคุณก็บรรลุเป้าหมาย
"สมมติบอกว่าพอร์ตการศึกษาของลูกคุณ
จะประสบความสำเร็จได้ด้วยพอร์ตที่มีอัตราการเจริญเติบโตของผลตอบแทนที่ 7%
เราก็สามารถช่วยให้ลูกค้าหาช่องทางการลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 9%
ซึ่งเราหักค่าธรรมเนียมไว้แล้ว คุณก็ยังได้ 7%ตามที่คาดหวัง
มืออาชีพเขาคิดค่าธรรมเนียมอยู่ในผลตอบแทน
โดยที่ลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแล้ว
ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
แทนที่จะบริหารเงินเองเอาเวลาไปทำงานหาเงินดีกว่า
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนบริหารเงินลงทุนดีกว่า
ยิ่งตอนนี้ค่าการศึกษาแพงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนก็เยอะ
ดอกเบี้ยลดลงมหาศาล 3 ตัวแปรนี้ ทำให้เห็นว่า
การวางแผนการศึกษาแบบคอนเซอร์เวย์ทีฟ
ยากที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินในอนาคต "
ทำ 2 ทางควบคู่กันไปดีที่สุด
เดิมพันเชื่อว่า ถึงแม้คุณจะไม่ได้ร่ำรวยมาตั้งแต่เกิด
แต่การวางแผนการศึกษาให้ลูกหลานก็ไม่ได้ยากเกินกำลัง หากไม่มีเงินก้อน
ก็ค่อยๆ สะสมเงินทอง และวางแผนป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกัน
ควบคู่กันไป 2 ทางเลย
ส่วนคนที่โชคดีเกิดมารวยอยู่แล้ว
เมื่อมีเงินก้อนก็เลือกรูปแบบการลงทุนให้เหมาะสม
ถ้าวางแผนว่าอนาคตจะส่งลูกไปเรียนต่างประเทศแน่นอน
ก็กระจายเงินไปลงทุนในเงินสกุลนั้นๆ เช่นลงตราสารเงินสกุลดอลลาร์
ซื้อหุ้นในต่างประเทศ
หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศที่คิดว่าจะส่งลูกไปเรียนเช่น
ออสเตรเลีย อังกฤษ และอเมริกา จะให้ดีกว่านั้นคือมีทั้งเงินก้อนเก็บ
แล้วบริหารเงินก้อนนี้ให้มีความมั่งคั่งพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
ขณะเดียวกันก็ซื้อประกันด้วย
"หรือจะวางแผนแบบตามยถากรรม ซึ่งถ้าคนไทยเป็นแบบนี้กันหมด
สังคมไทยคงแย่ ผมเพิ่งอ่านสถิติว่า 3 ใน 5 คน
ที่เกิดมาจะต้องป่วยเป็นโรคร้ายแรงแน่นอน
ถ้าคุณโชคดีป่วยหลังจากส่งเสียลูกให้เรียนจบแล้วก็รอดตัวไป
แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ ป่วยด้วยต้องใช้เงินรักษา ก็กระทบการศึกษาของลูก
หรือถ้าเกิดเศรษฐกิจพังพินาศ อนาคตลูกหลานจะเป็นยังไง
ผมว่าปัญหาสังคมเกิดจากการไม่วางแผนการเงินทั้งนั้นแหละ"
เดิมพันย้ำทิ้งท้ายว่าการลงทุนในสินทรัพย์ทางปัญญาให้ลูกหลานมีความสำคัญ
อย่างยิ่ง สังคมไทยจะพัฒนา หากพ่อแม่หันมาวางแผนทางการเงิน
และยิ่งวางแผนการเงินดีลูกคุณยิ่งมีแต้มต่อ
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/personal/20091116/86655/วางแผนการศึกษาดี-ลูกมีแต้มต่อ.html
http://www.mom2kids.com/knowledge.php?id=88 |
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น