วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วางแผนการศึกษาดี ลูกมีแต้มต่อ

วางแผนการศึกษาดี ลูกมีแต้มต่อ


วางแผนการศึกษาดี ลูกมีแต้มต่อ
มีลูกหนึ่งคนจนไปสิบปี!สำนวนนี้ดูเหมือนจะล้าสมัยไปแล้ว เพราะยุคถดถอยของดอกเบี้ย แถมยังถูกเงินเฟ้อกัดกร่อนค่าเงิน ค่าครองชีพวิ่งแซงเงินเดือน
ไม่เห็นจำเป็นต้องวางแผนอะไรเลย  ก็ส่งลูกเรียนไปตามมีตามเกิด  ตามยถากรรม ตามฐานะ ตามกำลัง !!!
ในความเป็นจริง คุณจะทำอย่างนั้นก็ได้  เพราะปัจจุบันก็มีคนทำแบบนี้ไม่ใช่น้อย  แต่จะดีกว่าไม่ใช่หรือ หากคุณลงมือสร้างแต้มต่อให้ลูกหลานที่ลืมตาดูโลก ด้วยการวางแผนเรื่องการศึกษาให้กับเขาอย่างมีคุณภาพที่สุด
หากแต่ในปัจจุบัน การวางแผนการเงินเพื่อเตรียมพร้อมเรื่องลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญาให้ลูกหลาน ไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อนที่ดอกเบี้ยทะยานเหนือ 10%  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเสมอไป หากคุณจะลงมือวางแผน  Fundamentals ฉบับนี้ พาไปดูว่า มีลูกหนึ่งคน คุณต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยที่สุดเท่าไหร่ เพื่อการศึกษาของลูกรักให้ไปตลอดรอดฝั่ง
จากสถิติในอเมริกา โดยทั่วไปเด็กอายุ 18 ส่วนใหญ่จะย้ายออกจากบ้าน  แต่ปัจจุบัน 68% ของเด็กอายุ 18  ไม่ย้ายออกจากบ้านแล้ว  เพราะเขาเริ่มรู้สึกแล้วว่า การย้ายออกจากอ้อมอกของพ่อแม่ ทำให้พวกเขาต้องหันมาทำงานพิเศษ  ต้องจ่ายค่าเช่าห้องเอง  ส่งตัวเองเรียน เด็กเริ่มรู้สึกว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องออกไปลำบากอย่างนั้น  สู้เอาเงินที่หามาได้ นำไปซื้อข้าวของที่อยากได้หรือของที่จำเป็นต้องใช้ไม่ดีกว่าหรือ
ขณะเดียวกัน  ภาระของพ่อแม่ทั่วโลกมีแนวโน้มยาวนานขึ้น เพราะจากในอดีตแค่เรียนจบระดับปริญญาตรีก็เพียงพอแล้ว  แต่ปัจจุบันต้องจบระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก  ถึงจะเดินลงสู่สนามแรงงานได้อย่างยืดอกได้
นอกจากนี้   เด็กสมัยนี้ใช้เวลาค้นหาตัวเองนานขึ้น และระหว่างทางของเด็กคนหนึ่ง จะต้องมีทั้งเรียนพิเศษนอกห้องเรียน ทั้งเตรียมเอนทรานซ์ เรียนเปียโน เรียนบัลเล่ต์  สมัยก่อนเรียนแค่ภาษาอังกฤษ  แต่เท่านั้นไม่พอ เดี๋ยวนี้ขยับไปเรียนภาษาจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีเพิ่มเติมอีก ถึงจะสู้คนอื่นได้
"เดิมพัน อยู่วิทยา" กรรมการผู้จัดการ บริษัทแพลตตินั่ม คอนซัลติ้ง บอกว่า เหตุผลทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ขบวนการวางแผนทางการเงินเพื่อเตรียมพร้อมในเรื่องการศึกษาของลูก  จึงไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป ฉะนั้น ถ้าไม่เตรียมจะแย่
"พอพูดถึงเรื่องการศึกษาของลูกหลาน  เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่การศึกษาในระบบแล้ว  แต่มันเป็นเรื่องของการเพิ่มแต้มต่อให้ลูกหลาน ขบวนการการเตรียม ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป  สาเหตุที่พ่อแม่ต้องเตรียมวางแผนเรื่องการศึกษาให้ลูกมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้มีเรื่องเงินเฟ้อ 4-6% เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ฉะนั้น  ตั้งวันที่เด็กเกิดออกมากลืมตาดูโลก พ่อแม่ควรจะให้ของขวัญเป็นการศึกษาที่ดีกับลูก เพราะถ้าให้เงิน  บางทีเงินอาจจะหมดได้ แต่ให้การศึกษาจะอยู่กับลูกตลอดไป  มีการศึกษาที่ดีลูกก็ไปหาเงินได้  แต่การศึกษาที่ดี ต้องมีเงินเป็นตัวช่วย   พ่อแม่ทุกคนอยากให้การศึกษาสูงที่สุดแก่ลูกเท่าที่จะทำได้  แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้"
เดิมพันมองว่า  การศึกษายุคนี้เพิ่มความหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนอาจจะเรียนตั้งแต่เด็กจนจบมัธยมที่โรงเรียนเดียว แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว อาจจะเริ่มต้นที่ประถมเอกชน แล้วเปลี่ยนไปเรียนนานาชาติ ทางเลือกไม่ได้มีแค่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน  แต่มีโรงเรียนประเภทไบลิงกวล และโรงเรียนนานาชาติเข้ามาเป็นทางเลือก   ขณะที่ การเดินทางไปศึกษาในต่างประเทศ ในอดีตอาจจะมีแค่อังกฤษ และอเมริกา แต่เดี๋ยวนี้มีทั้งออสเตรเลีย อินเดีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลี และนิวซีแลนด์มาเป็นทางเลือก
ข้อสำคัญ  สมัยก่อนพ่อแม่อาจไม่จำเป็นต้องวางแผนเรื่องการศึกษาให้ลูกก็ได้  เพราะดอกเบี้ยเงินฝากสูงเกิน 10%  แค่เอาเงินไปนอนแช่ทิ้งไว้ในบัญชีเงินฝาก 10 ล้านทุกปีก็ได้ดอกผลปีละ 1 ล้านเอามาเป็นทุนการศึกษาของลูกได้  แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เดี๋ยวนี้ดอกเบี้ยเงินฝากแค่ 2-3% เท่านั้น พันธบัตรเต็มที่ก็ได้ดอกผลไม่เกิน 5%
ดังนั้น  คอนเซปต์ของการศึกษา จึงไม่ใช่วางแผนการศึกษาแบบเดิมๆ ง่ายๆ อีกต่อไป  แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อ  และการบริหารผลตอบแทนของเงิน ที่ซับซ้อนมากขึ้น และจะใช้วิธีการและรูปแบบการลงทุนแบบเดิมไม่ได้
เริ่มต้นวางแผนดีลูกมีแต้มต่อ
เดิมพันบอกว่า พ่อแม่ที่อยากเห็นอนาคตอันสดใสของลูกน้อย หากเริ่มต้นด้วยการวางแผนที่ดี  ลงมือทำตามแผนก็ทำให้ลูกรักของคุณเติบโตอย่างมีอนาคตที่สดใสได้
โดยปกตินั้น ขบวนการในการจัดการวางแผนเรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ  "Pre College Fund"  หรือช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย  กับ "College Fund" แบ่งเป็นปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก
ในการเตรียมเงินทั้งหมด  เดิมพันบอกว่า โดยปกติหากเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เป็นคนชั้นกลาง ส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีค่อยๆ สะสมเงินต้นไปเรื่อยๆ เมื่อได้ดอกผล ค่อยๆ นำส่วนหนึ่งออกมาใช้เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนการศึกษา  แต่ถ้าเป็นครอบครัวที่มีสตุ้งสตางค์หรือมีฐานะอยู่ก่อนแล้ว  ก็มักจะดึงเฉพาะดอกผลออกออกมาจับจ่ายอย่างเดียว    ฉะนั้น วิธีการตรงนี้ แตกต่างตรงที่ความมั่งคั่งของแต่ละครอบครัว
"จากสถิติในไทย  ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ  มากกว่า 50% ไม่สามารถเรียนจบได้ มีเหตุผลจากพ่อแม่ล้มละลาย  บางคนเก็บเงินไปเรื่อยๆ พอขัดสน ชักหน้าไม่ถึงหลัง  พ่อแม่ยืมจากเงินออมก้อนนี้ออกมาใช้ก่อน แล้วก็ไม่ได้คืน เงินก็หมดไป   กับอีกกรณีคือพ่อแม่เสียชีวิต  หรือทุพพลภาพ  แล้วไม่ได้เตรียมเงินไว้ให้อย่างเพียงพอ ในที่สุดก็เกิดปัญหา "
เดิมพันแนะนำว่า เมื่อลูกเกิดมา  อย่างแรกที่พ่อแม่ต้องทำคือประเมินค่าใช้จ่ายในอนาคต ว่ามีอะไรบ้าง ตั้งแต่ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัยและช่วงเรียนมหาวิทยาลัย  ยิ่งถ้าพอรู้เป้าหมายว่าช่วงเรียนประถมที่ไหน มัธยมที่ไหน หรืออยากให้เรียนนานาชาติตั้งแต่ต้นจนจบ  เพราะตัวเงินจะแตกต่างกัน  หากพอรู้เป้าหมายจะได้วางแผนตระเตรียมเงินทองได้คร่าวๆ
ถัดมา  เมื่อประเมินเป้าหมายพอได้  คราวนี้หันมาดูกำลังของเรา ว่าเพื่อให้สอดรับกับแผนคร่าวๆ ที่วางไว้ จะเอาเงินจากไหน  เพราะถึงจะบริหารจัดการเงินก้อนนี้อย่างไรก็ต้องไม่ให้กระทบแผนการออมของเรา เอง   ดังนั้น  ในแง่การจัดการงบประมาณ จึงต้องเริ่มต้นมองจากภาพแม็คโครก่อน ดูรายรับรายจ่ายแต่ละปีของเรา คะเนคร่าวๆ จะได้รู้สถานการณ์การเงิน ว่ามีกำลังเพียงพอหรือไม่
"ไม่ว่าจะลูกกี่คน  ยังไงคุณก็ต้องเกษียณ  ต้องเตรียมสะสมเงินออมเอาไว้ใช้ตอนเกษียณ เพราะฉะนั้น  ต้องบริหารจัดการให้ดี ต้องไม่ให้กระทบแผนเงินออมเพื่อเกษียณของคุณต้องไม่สะดุดหรือไม่เปลี่ยน  แผนชีวิตแผนการเงินของเราที่วางไว้ต้องไม่เปลี่ยน   ดังนั้น จึงเกิดคำถามที่ว่า สำหรับคนไม่ได้ร่ำรวยเงินทองมาเป็นทุนเดิม เงินสะสมเพื่อการศึกษาของลูกควรจะมาจากไหน นั่นเป็นสิ่งที่คนสงสัย  มีหลายคนคิดว่าดึงบางส่วนมาจากการเงินออมของเรานี่แหละ ที่จริงแล้วไม่ใช่  เงินออมส่วนนี้ต้องดึงมาจากส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายของเรา เราต้องลดรายจ่าย ปรับไลฟ์สไตล์และความสะดวกสบายเดิมๆ ลงบ้าง"
ที่จริงเดิมพันบอกว่า  หากคุณเป็นพ่อแม่ประเภทที่สามารถผลิตรายได้พิเศษเพิ่มได้ คงไม่เป็นปัญหา  แต่กรณีที่ไม่ได้ร่ำรวยเป็นทุนเดิม พ่อแม่หลายคนจำเป็นต้องลดคุณภาพชีวิตลงนิดหนึ่ง  ปรับไลฟ์สไตล์ลง เพราะการหารายได้เพิ่ม   ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้  แต่วิธีการลดรายจ่ายทุกคนทำได้
"แต่ละคนคงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า  มีรายจ่ายอะไรที่ลดลงได้บ้าง  แน่นอน ปัจจัย 4 ลดไม่ค่อยได้  ต้องไปปรับโครงสร้างและรีดจากค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เช่นคุณอาจต้องไปปรับโปรโมชั่นโทรศัพท์   หรือจากเดิมเคยกินกาแฟวันละ 2 แก้วก็ลดลงเหลือวันละแก้ว หรือเลิกเลย ก็อาจจะประหยัดเงินไปได้วันละ 100 บาท คุณรู้มั้ยว่า  แค่ไม่กินกาแฟวันละ 100 บาท  ณ ดอกเบี้ย 4%  ผ่านไป 40 ปี คุณอาจจะมีเงินเก็บ 2.6 ล้านบาท   นี่คิดจากแค่เดือนละ 22 วันเท่านั้นนะ ถึงตรงนี้สามีภรรยาคงต้องนั่งดูว่าปรับลดอะไรได้อีกบ้าง
สมมติแผนของคุณอยู่ที่เก็บเงิน 1 ล้านบาท  เก็บ 20 ปีๆ ละ 5 หมื่นบาท ก็เท่ากับเดือนละ 4 พันบาทเศษๆ  สามีภรรยาเงินเดือน 6 หมื่นรวมกันไม่ใช่เรื่องใหญ่  แค่ลดเบียร์วันละกระป๋อง ลดกาแฟวันละแก้ว ลดนุ่นโน้นนี่ ได้แล้ว 4 พันบาท  แต่ปัญหาของคนไทยคือยังไม่ทันลองเลย บอกว่าทำไม่ได้  ดังนั้นก่อนจะบอกว่าทำได้หรือไม่ได้  ลองทำหรือยัง"
เรียนธรรมดาสุดต้องยืนพื้นไว้ที่ 1.5 ล้านบาท
เดิมพันบอกว่า บริษัทแพลตตินั่ม คอนซัลติ้ง ได้คำนวณตัวเลขคร่าวๆ สำหรับการศึกษาของลูก  ว่าเงินน้อยที่สุดที่ต้องเตรียมสำหรับลูก  กรณีเรียนธรรมดาที่สุดจนถึงจบปริญญาตรีต้องใช้เงินประมาณ 1.5 ล้านบาท    แต่ถ้าวางแผนไปเรียนปริญญาโทเมืองนอก หรือเรียนโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวเลขเท่านี้ไม่พอแน่
ตามตัวเลขที่เราได้ประเมินออกมาคร่าวๆ แบ่งเป็น 3 ทางเลือก การเตรียมเงินจะแตกต่างกันไป ยิ่งเมื่อรวมอัตราเงินเฟ้อบนสมมติฐานที่ประมาณ 4% ด้วย  จะพบว่ายิ่งต้องเตรียมเงินมากขึ้นอีก
กรณีแรก หากเรียนอนุบาลในโรงเรียนเอกชนชั้นนำ  จะใช้เงินช่วงนี้ประมาณ 3 แสนบาท  ช่วงประถมจนถึงมัธยมเรียนโรงเรียนเอกชนชั้นนำ ใช้เงินประมาณ 8.2 แสนบาท ระดับปริญญาตรีเรียนภาคอินเตอร์ประมาณ  7.7 แสนบาท  เรียนปริญญาโทในสหรัฐอเมริกา 2.6 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 4.5 ล้านบาท เมื่อรวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย 4% เท่ากับว่า ต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 8.8 ล้านบาท
กรณีที่สอง หากเรียนอนุบาลในโรงเรียนเอกชนชั้นนำ  จะใช้เงินช่วงนี้ประมาณ 3 แสนบาท   แต่พอช่วงประถมจนถึงมัธยมเรียนโรงเรียนนานาชาติ จะใช้เงินเพิ่มเป็นประมาณ 6.1 แสนบาท  จากนั้นไปเรียนระดับปริญญาตรีเรียนภาคอินเตอร์ประมาณ  7.7 แสนบาท  เรียนปริญญาโทในสหรัฐอเมริกา 2.6 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 9.8 ล้านบาท เมื่อรวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย 4% เท่ากับว่า ต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 19 ล้านบาท
กรณีที่สาม หากเรียนอนุบาลในโรงเรียนเอกชนชั้นนำ  จะใช้เงินช่วงนี้ประมาณ 3 แสนบาท  ช่วงประถมจนถึงมัธยมเรียนโรงเรียนเอกชนชั้นนำ ใช้เงินประมาณ 8.2 แสนบาท ระดับปริญญาตรีเรียนมหาวิทยาลัยภาคภาษาไทยประมาณ  1.7 แสนบาท  เรียนปริญญาโทภาคภาษาไทย 2 แสนบาท รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 1.49 ล้านบาท เมื่อรวมเงินเฟ้อเข้าไปด้วย 4% เท่ากับว่า ต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 2.6 ล้านบาท
รับมือความเสี่ยงด้วยการวางแผนทำประกัน
ถึงแม้ว่าคุณจะมีเป้าหมายและมีตัวเลขเงินออมอยู่ในใจ   รวมถึงเดินหน้าสะสมเงินออมเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย  แต่ในโลกของความเป็นจริง  เดิมพันบอกว่า คุณอาจเผชิญหน้ากับความเสี่ยงหลายประการ  ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในเรื่องของสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี  ที่อาจทำให้ธุรกิจที่คุณทำอยู่เกิดสะดุด หรือคุณต้องตกงานอย่างกะทันหัน   แต่เดิมพันบอกว่า  เราสามารถรับมือความเสี่ยงได้ด้วยการวางแผน
"ถ้าเราไม่อยู่หรือไม่มีความสามารถในการหาเงิน นักวางแผนการเงินทั่วโลกแนะให้ซื้อประกันวงเงิน 1 ล้านบาท แบบจ่ายเบี้ยถูกสุด  เบี้ยปีละ 2-3 หมื่นบาท  ถ้าสุขภาพดีและอายุน้อย เบี้ยมักไม่เกิน 3 ล้านบาท เมื่อคุณเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ลูกก็จะมีทุนการศึกษา 1 ล้านบาท โดยที่คุณตัดความกังวลใจ  ไปได้เลย  กรณีนี้สมมติว่าถ้าคุณอยู่ครบ 20 ปีโดยไม่เป็นอะไร ก็ได้เงินคืนมาก้อนหนึ่ง  50% เช่นส่งไปปีละ 3 หมื่น 20 ปีเป็นเงินประมาณ 6 แสนบาท  จะได้เงิน 3 แสนบาทคืนมา แต่ก็สบายใจได้ว่าถ้าเราเป็นอะไรปุ๊บปั๊บการศึกษาของลูกไม่สะดุดแน่นอน"
หลายคนอาจจะบอกว่า  มีลูกหนึ่งคนแล้ว ชีวิตต้องเก็บเงินออมเพื่อลูกเดือนละ 4 พันบาท แล้วยังต้องซื้อประกันด้วยหรือ  เดิมพันบอกว่าคำตอบคือถ้ารักลูกควรจะทำทั้งสองทาง
"เมื่อคุณรู้ปัญหาว่ามีความเสี่ยงอยู่ตรงไหนบ้าง  ประเด็นคือคุณจะจัดการมันอย่างไร  อย่างแรกคือโอนความเสี่ยงไปให้บริษัทประกัน 100%  หรือจัดการโอนความเสี่ยงไปตามความสามารถและกำลังของเรา  หรือคุณเลือกที่จะไม่โอนเลยก็ได้  แต่รู้ไว้ว่า คนที่รับความเสี่ยงคือคนที่คุณรักและเขารักคุณ  เขาต้องมารับความเสี่ยงแทนคุณ  แต่ถ้าคุณบอกว่าให้ลูกรับไปเอง  ก็ได้เช่นกัน   คุณก็ฝากธนาคารอย่างเดียว ไม่ต้องทำประกัน  แต่ผมอยากบอกว่าในต่างประเทศเขาทำทั้ง 2 ส่วนไปพร้อมๆ กัน เพราะอันตรายมาก ที่ลูกของคุณจะไม่มีเงินเรียนหนังสือ"
รวยแค่ไหนก็ต้องวางแผนเพื่อการศึกษา
 เพราะความรวยไม่ได้อยู่กับทุกคนตลอดทั้งชีวิต   ดังนั้น  ถึงแม้คุณจะเป็นคนรวยหรือมีอันจะกินก็ต้องวางแผน  และจัดการเงินก้อนที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
เดิมพันยกตัวอย่างของคนรวยบางคนที่เมื่อมีลูกหนึ่งคน เขาอาจจะใช้วิธีกันเงินก้อนหนึ่งประมาณ 10 ล้านบาท  เตรียมเอาไว้เลย ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดี เพราะ คนที่ไม่กันเงินออกมา เผื่อวันข้างหน้ามีปัญหาเรื่องการเงิน เงินก้อนนี้ก็อาจจะหมดได้  เพราะคนรวยวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าอีก 20 ปีคุณจะรวย  เพราะฉะนั้นแบ่งออกมาเลย
"แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เงินก้อนนี้จะทยอยดึงออกมาเป็นเงินเพื่อการศึกษาทั้งหมด  หรือจะเอาดอกผลของ 10 ล้านบาทมาเป็นทุนการศึกษา เดิมพันยกตัวอย่างว่าถ้าวางแผนให้ดีเช่นใช้เงินปีละ 5 แสนบาท  คุณก็แค่บริหารเงินก้อนนี้ให้ได้ผลตอบแทนปีละ 5-7%  ก็ได้เงินปีละ 5-7 แสนบาทออกมาใช้เป็นทุนการศึกษาของลูก พอลูกเรียนจบเงินก้อนนี้ก็เป็นของคุณ  วิธีนี้ถูกสอนในต่างประเทศ  เขาจะเริ่มวางแผนตั้งแต่แต่งงาน  บางคนเก็บเงินเพื่อการศึกษาตั้งแต่ก่อนแต่งงาน มีแต้มต่อดีกว่าเยอะ  ประเด็นคือคนทั่วไปรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้  ท้องแล้วหรือคลอดแล้วค่อยวางแผนสะสมเงินก้อนนี้"
แผนชัดเจน..ลงทุนง่าย
การบริหารจัดการเงินสะสมเพื่อการศึกษาของคุณจะง่ายขึ้น  หากคุณมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน  จะทำให้คุณลงทุนได้ง่ายเงิน  เดิมพันยกตัวอย่างว่า เช่นถ้าชัดเจนว่าอนาคตอยากจะส่งลูกไปเรียนอังกฤษ  นั่นหมายถึงอนาคตคุณต้องใช้เงินปอนด์แน่ๆ  ก็ไปลงทุนในต่างประเทศเลย
"ในอดีตมีไอเดียว่า เงินก้อนที่เก็บเพื่อการศึกษาของลูกจะต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ควรเสี่ยง เลย  เพราะเป้าหมายในอดีตพ่อแม่ส่วนใหญ่จะส่งลูกเรียนมัธยมภายในประเทศ จากนั้นก็เรียนปริญญาตรีในเมืองไทย หรือบางบ้านขยับไปต่อปริญญาโทเมืองนอก ซึ่งตอนที่อัตราแลกเปลี่ยน 25 บาทต่อดอลลาร์ และดอกเบี้ยเงินฝากได้ 10% ทำให้บริหารจัดการง่าย  แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป  เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว "
ดังนั้น  เดิมพันมองว่า พ่อแม่ควรจะบริหารจัดการและหาวิธีลงทุนใหม่ ที่ให้เงินงอกเงยสมกับเงื่อนไขและสถานการณ์ในปัจจุบัน  เช่นหาทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น ในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ในทองคำ พันธบัตรระยะยาว  หรือถ้าจะส่งลูกไปเรียนอังกฤษ ก็อาจจะจัดสรรเงินลงทุนส่วนหนึ่งเป็นเงินปอนด์ไว้เลยก็ได้  แต่ถ้าไม่มีความรู้เรื่องการวางแผนลงทุนเพื่อการศึกษาของลูก ก็ควรหันมาปรึกษาบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมนิดหน่อย แต่แผนของคุณก็บรรลุเป้าหมาย
"สมมติบอกว่าพอร์ตการศึกษาของลูกคุณ จะประสบความสำเร็จได้ด้วยพอร์ตที่มีอัตราการเจริญเติบโตของผลตอบแทนที่ 7% เราก็สามารถช่วยให้ลูกค้าหาช่องทางการลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 9%  ซึ่งเราหักค่าธรรมเนียมไว้แล้ว  คุณก็ยังได้ 7%ตามที่คาดหวัง   มืออาชีพเขาคิดค่าธรรมเนียมอยู่ในผลตอบแทน
โดยที่ลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแล้ว ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง  แทนที่จะบริหารเงินเองเอาเวลาไปทำงานหาเงินดีกว่า  ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนบริหารเงินลงทุนดีกว่า ยิ่งตอนนี้ค่าการศึกษาแพงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนก็เยอะ ดอกเบี้ยลดลงมหาศาล  3 ตัวแปรนี้ ทำให้เห็นว่า การวางแผนการศึกษาแบบคอนเซอร์เวย์ทีฟ ยากที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินในอนาคต "
ทำ 2 ทางควบคู่กันไปดีที่สุด
เดิมพันเชื่อว่า  ถึงแม้คุณจะไม่ได้ร่ำรวยมาตั้งแต่เกิด แต่การวางแผนการศึกษาให้ลูกหลานก็ไม่ได้ยากเกินกำลัง   หากไม่มีเงินก้อน ก็ค่อยๆ สะสมเงินทอง และวางแผนป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกัน ควบคู่กันไป 2 ทางเลย
ส่วนคนที่โชคดีเกิดมารวยอยู่แล้ว เมื่อมีเงินก้อนก็เลือกรูปแบบการลงทุนให้เหมาะสม  ถ้าวางแผนว่าอนาคตจะส่งลูกไปเรียนต่างประเทศแน่นอน ก็กระจายเงินไปลงทุนในเงินสกุลนั้นๆ เช่นลงตราสารเงินสกุลดอลลาร์ ซื้อหุ้นในต่างประเทศ หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศที่คิดว่าจะส่งลูกไปเรียนเช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ และอเมริกา  จะให้ดีกว่านั้นคือมีทั้งเงินก้อนเก็บ แล้วบริหารเงินก้อนนี้ให้มีความมั่งคั่งพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ  ขณะเดียวกันก็ซื้อประกันด้วย
"หรือจะวางแผนแบบตามยถากรรม ซึ่งถ้าคนไทยเป็นแบบนี้กันหมด  สังคมไทยคงแย่  ผมเพิ่งอ่านสถิติว่า 3 ใน 5 คน ที่เกิดมาจะต้องป่วยเป็นโรคร้ายแรงแน่นอน ถ้าคุณโชคดีป่วยหลังจากส่งเสียลูกให้เรียนจบแล้วก็รอดตัวไป   แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ  ป่วยด้วยต้องใช้เงินรักษา ก็กระทบการศึกษาของลูก หรือถ้าเกิดเศรษฐกิจพังพินาศ อนาคตลูกหลานจะเป็นยังไง ผมว่าปัญหาสังคมเกิดจากการไม่วางแผนการเงินทั้งนั้นแหละ"
เดิมพันย้ำทิ้งท้ายว่าการลงทุนในสินทรัพย์ทางปัญญาให้ลูกหลานมีความสำคัญ อย่างยิ่ง  สังคมไทยจะพัฒนา หากพ่อแม่หันมาวางแผนทางการเงิน และยิ่งวางแผนการเงินดีลูกคุณยิ่งมีแต้มต่อ
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/personal/20091116/86655/วางแผนการศึกษาดี-ลูกมีแต้มต่อ.html
http://www.mom2kids.com/knowledge.php?id=88

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น