เด็กไทยยุคใหม่คือ เด็กที่ต้องเกิดมาเผชิญกับโลกแบบใหม่
ซึ่งเป็นโลกที่มีข้อมูลข่าวสารมากมาย และมีการแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว
ทั้งทางด้านกระแสวัตถุนิยมที่หลั่งไหลเข้ามา
ซึ่งแม้แต่ผู้ใหญ่ยังยากที่จะต้านทานอยู่
ส่วนหนึ่งของปัจจัยข้างต้นทำให้มีช่องว่างทางเศรษฐกิจ สังคม
และโอกาสระหว่างบุคคลและชุมชน มากกว่าแต่ก่อน
รวมถึงความใกล้ชิดของครอบครัวก็ลดน้อยลงตามไปด้วย

การสอนลูกเป็นเรื่องง่าย เพราะสอนได้จากชีวิตประจำวัน
ภาพเด็กที่สับสนต้องเผชิญกับทางเลือกมากมายจึงมีให้เห็นได้ไม่ยากนัก เช่น
เด็กมักจะตกเป็นเหยื่อกระแสวัตถุนิยม ที่ต้องการยั่วยุให้มีการบริโภค
เพื่อผลทางการค้าขาย
ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือเด็กไทยยุคใหม่จึงจำเป็นต้องมีวิจารณญาณรู้จักแยกแยะ
ใช้เหตุใช้ผล การตัดสินใจสิ่งต่างๆ
และในภาวะที่เด็กๆ ต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้
เด็กจึงต้องการผู้ใหญ่ มาแลกเปลี่ยนความคิด หรือมาสอนให้รู้จักควบคุมตนเอง
รู้อะไรเป็นอะไร รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ รู้คิดและแก้ปัญหาได้
เรื่องนี้พูดไปเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ
แต่ก็ทำเอาพ่อแม่หลายคนต้องวิ่งโร่หาคำปรึกษากันจ้าละหวั่น
พ่อแม่บางคู่ถึงขนาดต้อง "กางตำราเลี้ยงลูก" เพราะกลัวจะดูแลลูกได้ไม่ดีพอ
ในขณะที่บางบ้านใช้วิธีเลี้ยงแบบตะวันตกโดยให้เหตุผลว่า
ลูกจะได้ก้าวทันโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว
ผลที่ได้คือส่วนมากลูกเท่าทันและออกจะล้ำหน้าเกินไปเสียด้วยซ้ำ
แต่พ่อแม่ต่างหากที่กลับตามไม่ทันเสียเอง
เมื่อลูกโตพร้อมโทรทัศน์
น.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมศานต์
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ ให้ข้อมูลว่า
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับในปัจจุบันคือ แม้ว่าพ่อ แม่
ลูกจะอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่ก็เหมือนไม่ได้อยู่ด้วยกัน
เพราะมีสื่อเสรีอย่างโทรทัศน์เข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์ในครอบครัวไปหมด
ลูกร้องจะดูการ์ตูน แม่อยากดูละคร
พ่อรอดูฟุตบอลเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกมาทุกยุคทุกสมัย กดไปแต่ละช่อง
แทบจะหารายการที่ดูร่วมกันไม่ได้เลย
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารายการโทรทัศน์สำหรับครอบครัวที่จะนั่งลงดูพร้อมกัน
ทั้งบ้านกำลังขาดแคลน
หลายบ้านจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้โทรทัศน์เครื่องใครเครื่องมัน
เวลาในบ้านจึงน้อยลงไปทุกที
ยิ่งหากบ้านไหนสอนทุกวัน ก็จะเป็นเรื่องง่ายที่ลูกจะโตมาได้ดั่งใจ
ผลที่ตามมาก็คือ เด็กที่ดูทีวีบ่อย
มักจะเป็นเด็กที่เก็บตัว มีสังคมน้อย โลกทัศน์จะแคบ
ความคิดเหมือนถูกบล็อกเอาไว้เท่าที่ได้ดู
ซึ่งพบว่าพ่อแม่ก็ต้องมานั่งกลุ้มใจภายหลังว่าเพราะอะไรลูกถึงเข้ากับใครไม่
ได้เมื่อไปโรงเรียน
แก้ปัญหาด้วยหน้าต่าง 7 บาน
คุณหมอผู้คร่ำหวอดด้านพัฒนาการเด็กจึงแนะนำว่า
สิ่งแรกที่พ่อแม่ควรตระหนักรู้คือเรื่องของ "หน้าต่างแห่งโอกาส"
ของลูกในแต่ละวัยที่จะเปิดตามกาลเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน
เพราะมีเพียง 7 บานหน้าต่าง ที่จะเปิดโอกาสให้ 3 ช่วงเวลาเท่านั้น
ซึ่งหากทำได้แล้วจะถือเป็นการปรับความพร้อมพัฒนาการทางอารมณ์ของลูก
ให้เข้าสู่สังคมได้
นับเป็นช่วงเวลาทองที่จะใช้สถาบันครอบครัวให้คุ้มค่าที่สุด
ที่จะได้ฝึกและเฝ้ามองพัฒนาการของลูกอย่างเต็มความสามารถ
โดยที่เด็กจะเข้าใจตามวุฒิภาวะของเขาเองได้ไม่ยากนักและยังมีใจที่จะทำตามคำ
สอนของพ่อแม่ด้วยความสมัครใจ ไม่เกี่ยงงอนเหมือนโดนบังคับ
"หน้าต่าง 2 บานแรกอยู่ในช่วงวัยอนุบาล คือ 3-5 ขวบ
ได้แก่ การรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง และ การรู้จักถูกผิด
พ่อแม่หลายคนมักใจอ่อนเวลาเดินห้างแล้วลูกร้องอยากได้ของเล่น
พอไม่ได้ก็กรีดร้องแล้วลงไปนอนชักดิ้นชักงอ ก็ยอมควักกระเป๋าสตางค์ซื้อ
ทำให้เด็กรู้จุดอ่อน ครั้งต่อไปก็จะทำอย่างนี้อีกฉะนั้น ห้ามตามใจเด็ดขาด
การให้ของทุกอย่างต้องมีเหตุมีผลหรือให้เด็กร่วมตั้งเงื่อนไขด้วยจะดีกว่า
ส่วนเรื่องการรู้จักถูกผิดนั้น ปรับเพื่อให้เข้ากับสังคมได้
โดยเน้นคุณธรรมเป็นรากฐาน ต่อด้วยความมีจิตสำนึก
ไม่เช่นนั้นจะเหมือนกับปัจจุบันที่เด็กทำผิดแล้วไม่สำนึกเพราะคิดว่าเป็น
เรื่องเล็กน้อยไม่น่าจะผิดอะไรมากมาย
พลอยให้มีเรื่องทะเลาะกับผู้ใหญ่อีกทอดหนึ่ง
หากละเลยไปโตขึ้นจะแก้ไขลำบากและมักนำความเดือดร้อนมาให้พ่อแม่แบบไม่มีที่
สิ้นสุด เพราะเขาจะไม่มีสำนึกว่าทำผิดอะไร"
คอมพิวเตอร์ เกม เล่นได้ แต่อย่าให้มากนัก เดี๋ยวจะติดเกมมากกว่าติดพ่อแม่
ช่วงวัยประถม คือ 6-12 ขวบ
จะมีหน้าต่างเปิดขึ้นอีก 3 บานคือ ประหยัด มีวินัย ใฝ่รู้
ฟังดูเผินๆอาจเหมือนคำขวัญเชยๆ แต่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง
เพราะช่วงนี้เองที่จะฉายแววเรื่องอนาคตทางการเงินและนิสัยของเด็กในวันข้าง
หน้าได้
"หลายคนถามผมว่าทำไมต้องสอนเรื่องประหยัดในวัยประถม ทั้งนี้
เพราะเด็กจะเรียนรู้เรื่องของจำนวนและความแตกต่างทางมูลค่าได้ในวัยนี้
การสอนเรื่องการประหยัดอย่างการใช้เงินก่อน จะทำให้ไม่มือเติบ
ใช้เงินเกินตัว
จากนั้นจึงค่อยขยับขยายไปสอนเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม""ผมเห็น
บางบ้านสอนให้ประหยัดทุกอย่างในบ้าน
แต่พอออกไปนอกบ้านก็กลับสอนให้เต็มที่ทุกอย่าง เช่น
การตักอาหารแบบบุพเฟต์แล้วกินไม่หมด
ก็บอกว่าไม่เป็นไรเพราะถือว่าจ่ายเงินไปแล้ว หรือเปิดน้ำในโรงเรียน
โรงแรมใช้โดยไม่ปิด เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการสอนที่ไม่รับผิดชอบสังคม
เด็กที่ดีควรจะโตมาพร้อมกับการรับผิดชอบต่อสังคมด้วยจึงจะสมบูรณ์
ไม่ใช่เอาแต่ตัวเองรอด คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง
อย่างนี้ถือว่ามีความเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์ "
ส่วนการมีวินัย สามารถฝึกได้จากการใช้ชีวิตประจำวัน
เช่นกำหนดเวลาทำการบ้าน ดูทีวีที่เหมาะสม อย่าตามใจเกินไป
ส่วนงานบ้านก็นำมาใช้ฝึกเรื่องวินัยได้เช่นกัน โดยต้องสอนและแบ่งให้เขาทำ
เพราะความรู้สึกของการมีส่วนร่วมจะยิ่งให้เขารักและผูกพันกับบ้านมากขึ้น
สำหรับการใฝ่รู้
ก็ไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นเรื่องการเรียนเพียงอย่างเดียวควรทำให้เขาพร้อมที่
จะเรียนรู้กับทุกเรื่อง
สนุกและมีความสุขกับการได้รู้ในสิ่งใหม่ๆที่เอื้อประโยชน์ต่อตัวเขาเองและคน
รอบข้าง สามารถแทรกไปกับกิจกรรมได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การ
พาไปเดินเล่นในสวน พาไปจ่ายตลาด ช่วยทำกับข้าว ล้างรถ เป็นต้น
สุดท้ายช่วงวัยรุ่นคือ 12 ปีขึ้นไป
ช่วงนี้เองที่ความต้องการในด้านต่างๆของเขาจะถูกเปิดขึ้น
เพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน เริ่มรู้จักอะไรมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการย้ายโรงเรียน หรือความพร้อมที่จะ"ฉายเดี่ยว" ในที่สาธารณะ
ว่ากันว่าเป็นช่วงที่เขาจะไม่ติดพ่อกับแม่แล้ว แต่จะหันไปติดเพื่อนแทน
ฉะนั้นเรื่อง ค่านิยมทางเพศและค่านิยมทางสังคม คือหน้าต่าง 2
บานสุดท้ายที่พ่อแม่จะช่วยแง้ม
ช่วยคิดช่วยทำได้ แต่ปล่อยให้คิดเองทำเองจะดีกว่า
"เชื่อหรือไม่ว่า
ทุกวันนี้พ่อแม่แทบไม่ได้สอนเรื่องค่านิยมทางเพศให้กับลูกเลย
แต่สื่อต่างหากที่สอน สื่อหลายๆอย่างเข้าถึงเด็กได้อย่างรวดเร็วและฉาบฉวย
40 เปอร์เซ็นต์ของเด็กในวัยนี้ได้ดูสื่อลามกกันเกือบหมดแล้ว
ทางอินเทอร์เน็ตบ้าง หนังสือปกขาวบ้าง ซึ่งเราไม่สามารถคุมได้เลย
จนเกิดภาวะเรื่องทางเพศที่เลวร้ายลงทุกที เรียกได้เต็มปากว่าขั้นวิกฤติ"
มีตัวอย่างหนึ่งที่น่ากลัวมาก คือ
เด็กชายคนหนึ่งได้ดูวีซีดีลามกของพ่อ เนื้อเรื่องมีผู้ชาย4
คนกำลังร่วมรักกับผู้หญิง 1 คน
ด้วยความที่เขายังเด็กก็เข้าใจว่าทำอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ได้มอง
เป็นการข่มขืน
เพราะภาพในหนังมันไม่มีภาพไหนบ่งบอกเลยว่าผู้หญิงเจ็บปวดหรือทรมาน
ตรงกันข้ามกลับมีแต่ใบหน้าและเสียงร้องที่เป็นสุข
จากนั้นเขาจึงไปชวนเพื่อนทำอย่างนี้กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาชอบ
ซึ่งกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็สายไปเสียแล้ว
"ส่วน ค่านิยมทางสังคม จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในการดำเนินชีวิตเขาได้
ให้เขาหาตัวเองให้เจอก่อนเข้ามหาวิทยาลัย
เพื่อที่จะได้ไม่เลือกคณะตามเพื่อน หรือถ้าเป็นไปได้ควรหาให้พบ
ก่อนขึ้นมัธยมปลาย จะได้มีการเตรียมความพร้อม
เพราะในบางสาขาวิชาต้องวัดความรู้ความสามารถเฉพาะทางด้วย
แต่จะต้องให้เขาเป็นคนเลือกเอง พ่อแม่ไม่ควรคิดและตัดสินใจให้
แค่ให้คำปรึกษาและเป็นกำลังใจก็เพียงพอแล้ว"คุณหมอกล่าว
จะเห็นได้ว่าหน้าต่างทั้ง 7
บานนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวสามารถสอนได้จากชีวิตประจำวัน
เพียงแค่แบ่งเวลามาสอนวันละนิดก็คงจะดีกว่าต้องมารวมหัวหาทางแก้ไขในภาย
หลัง...
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น